ทนายความของวัดป่าอดุลยาราม เผยพระครูอดุลสารนิเทศ เก็บรักษาโฉนดไว้นานกว่า 30 ปี จนเกิดความกังวลและนอนไม่หลับ ขอส่งมอบให้สำนักพุทธฯ ขอนแก่นดูแลตามระเบียบ ส่วนคดีบุกรุก ดำเนินการต่อ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 ก.ย. 2569 นายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือ “ทนายกระดูกเหล็ก” ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนบริเวณหน้ากุฏิเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม หลังเดินทางกลับจากการนิมนต์พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อดำเนินการเปลี่ยนชื่อหลังโฉนดจากชื่อนายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นวัดป่าอดุลยาราม 

โดยนายอนันต์ชัย กล่าวว่า มีคำสั่งอนุมัติให้โอนที่ดินจากนายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นวัดป่าอดุลยารามเรียบร้อยแล้ว ส่วนโฉนดตัวจริงได้มอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้เก็บรักษาและดูแลตามระเบียบ พร้อมระบุว่ามีหนังสือเป็นพยานหลักฐานยืนยันว่าต้นฉบับโฉนดอยู่ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น จึงขอให้ประชาชนสบายใจ


ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม กล่าวแสดงความยินดีกับพุทธศาสนิกชนและชาวขอนแก่น พร้อมถามว่า “วันนี้พวกเราดีใจกันไหมครับ” ก่อนระบุว่า ผลสำเร็จของวัดป่าอดุลยารามถือเป็นคุณูปการต่อการจัดการศาสนสมบัติของวัดทั่วประเทศ หลายวัดในประเทศไทยมีการถวายที่ดินแล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อในโฉนด แม้กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของวัดตั้งแต่การถวายเป็นที่ธรณีสงฆ์ และสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์จะเกิดขึ้นตั้งแต่การถวายเพื่อจัดตั้งวัด สำหรับกรณีวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งดำเนินการเปลี่ยนชื่อในโฉนดได้สำเร็จ 

มหาหมีระบุว่า ในมุมมองของตน ข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่มีความชอบธรรมแล้ว และเชื่อว่า “วัดป่าอดุลยารามโมเดล” จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการที่ดินศาสนสมบัติของวัดทั่วประเทศที่ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวครอบคลุมทั้งที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งวัดและมีการถวายแล้วแต่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อในโฉนด รวมถึงที่ดินซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัด เช่น ที่ธรณีสงฆ์ที่มีการถวายให้วัดแล้ว แต่ผู้ถวายเสียชีวิตและยังไม่ได้ดำเนินการโอน รูปแบบการดำเนินการของวัดป่าอดุลยารามอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแนะนำเป็นแบบอย่าง เพื่อร่วมดำเนินการกับหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาที่ดินลักษณะเดียวกัน พร้อมกล่าวขอบคุณอธิบดีกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นปฏิบัติราชการแทน และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น รวมถึงการช่วยประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐผ่านประธานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามภัยพุทธศาสนา

นายอนันต์ชัย ขอกราบดวงวิญญาณนายเฮียง พิมพ์ศรี และทายาทที่ไม่คิดจะเอาที่ดินคืน
นายอนันต์ชัย ขอกราบดวงวิญญาณนายเฮียง พิมพ์ศรี และทายาทที่ไม่คิดจะเอาที่ดินคืน


ทนายพัณณ์ชิตา ไชยเดช หรือ “ทนายฟ้าใส” กรรมการมูลนิธิทนายกองทัพธรรม และบุตรสาวของนายอนันต์ชัย ไชยเดช กล่าวถึงลำดับการดำเนินคดีว่า กรณีมีการแถลงข่าวที่วัดป่าอดุลยารามว่า หากลุงแหวนไม่มาขอโทษหรือขอขมาพระครูอดุลสารนิเทศภายใน 7 วัน มูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะดำเนินการแจ้งความและฟ้องร้องคดี โดยได้ยื่นคำแจ้งความกล่าวโทษไว้เรียบร้อยแล้ว แต่พระครูอดุลสารนิเทศขอให้ทนายยุติเรื่อง โดยต้องการให้อภัยผู้ที่ดูหมิ่นหลวงพ่อ ทางมูลนิธิทนายกองทัพธรรมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว หากหลวงพ่อให้อภัยก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี 

สำหรับข้อหาที่มูลนิธิทนายกองทัพธรรมดูแล ทนายพัณณ์ชิตา กล่าวว่ามี 2 ข้อหา ได้แก่ การดูหมิ่นคณะสงฆ์ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 44 ตรี และการดูหมิ่นด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393

ทนายพัณณ์ชิตา อธิบายว่า การแจ้งความดำเนินคดีต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือความผิดต่อส่วนตัวและความผิดอาญาแผ่นดิน สำหรับความผิดต่อส่วนตัว เมื่อพระครูอดุลสารนิเทศไม่ติดใจแจ้งความดำเนินคดี มูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะไม่ดำเนินการต่อ ตามความประสงค์ของหลวงพ่อ ส่วนคดีความผิดอาญาแผ่นดินที่ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว หากพระครูอดุลสารนิเทศไม่ดำเนินการ อาจมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน จึงต้องแยกให้ชัดเจนว่า ความผิดต่อส่วนตัวสามารถให้อภัยได้ แต่ความผิดอาญาแผ่นดินไม่สามารถให้อภัยได้ กรณีผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกเข้ามาในวัด มูลนิธิจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะความผิดอาญาแผ่นดินต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โดยมีการถอดเทปคำพูดเรียบร้อยแล้ว มูลนิธิลงนามเอกสารครบ เตรียมดำเนินคดี และขอเทปรายการโหนกระแสไว้ครบถ้วน แต่เมื่อพระครูอดุลสารนิเทศขอบิณฑบาต มูลนิธิจึงยุติการดำเนินการในส่วนความผิดต่อส่วนตัว

ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม กล่าวแสดงความยินดี
ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม กล่าวแสดงความยินดี


จากนั้นนายโกวิทย์ แสงสากล หรือ “ทนายบอย” ทนายความของวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่โฉนดได้โอนไปเป็นชื่อของวัดโดยถูกต้องตามกฎหมาย หลังพูดคุยกับพระครูอดุลสารนิเทศว่า เมื่อโฉนดเป็นชื่อวัดแล้วจะเก็บรักษาไว้อีก 1–2 วันหรือไม่ พระครูฯ แจ้งว่าขอส่งมอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้เก็บรักษาไว้ทันที เนื่องจากท่านเก็บรักษาโฉนดมาประมาณ 30 กว่าปี พระครูอดุลสารนิเทศเคยนอนไม่หลับเพราะต้นฉบับโฉนดอยู่กับท่าน และเปรียบความรู้สึกหลังส่งมอบโฉนดว่าเหมือนยกภูเขาออกจากอก เนื่องจากเป็นภาระหนักที่อยู่กับท่านมานาน 30 ปี ขณะนี้พระครูฯ รู้สึกโล่งใจ 

ส่วนการเก็บรักษาโฉนดที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ทนายโกวิทย์ กล่าวว่า เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย เมื่อโฉนดโอนเป็นที่ดินของวัดแล้ว สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้มีหน้าที่เก็บรักษา สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องยังอยู่ที่ศาลฎีกา และรอฟังคำสั่งว่าศาลจะรับเรื่องฎีกาของฝ่ายทายาทนายเฮียงหรือไม่

ขณะที่ นายอนันต์ชัย เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี และไม่ต้องการพูดให้กระทบกระเทือนฝ่ายตรงข้าม พร้อมกราบดวงวิญญาณนายเฮียง พิมพ์ศรี และทายาททุกคนที่ไม่คิดจะเอาที่ดิน นายเฮียงเป็นผู้มีคุณูปการในการสร้างวัดและบุญกุศลครั้งนี้ หากนายเฮียงรับรู้ได้จากบนสวรรค์ คงได้ไปจุติในภพที่สูงกว่าเดิม เพราะที่ดินในวันนี้เป็นที่ดินของวัดป่าอดุลยารามอย่างถูกต้องครบถ้วน พร้อมอธิบายว่าคำว่า “หมัดน็อค” หมายถึงการโอนที่ดินจากนายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นวัดป่าอดุลยาราม พร้อมกล่าวปิดตำนานวัดป่าอดุลยาราม และอนุโมทนาบุญกับทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้ที่ดินกลับคืนเป็นสาธารณสมบัติของวัด โดยระบุว่า แม้ทุกคนจะเสียชีวิตไปกี่ภพกี่ชาติ ที่ดินก็ยังคงเป็นของวัด

นายอนันต์ชัย กล่าวถึงคดีที่เกี่ยวข้องว่า คดีดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรือดูหมิ่นด้วยการโฆษณาเป็นความผิดส่วนตัวของพระครูอดุลสารนิเทศ ซึ่งหลวงพ่อได้อโหสิกรรมและขอบิณฑบาตแล้ว จึงถือว่าจบในส่วนนี้

ส่วนคดีบุกรุกเป็นคดีอาญาแผ่นดิน พระครูอดุลสารนิเทศในฐานะเจ้าอาวาสและผู้แทนของวัด มีหน้าที่ต้องแจ้งความดำเนินคดี หากไม่ดำเนินการอาจถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงไม่สามารถขอบิณฑบาตในคดีดังกล่าวได้ เพราะเป็น “ไฟต์บังคับ”


สำหรับคดี ม.112 นายอนันต์ชัย กล่าวว่า มีผู้กล่าวโทษเป็นคนขอนแก่น และตำรวจอยู่ระหว่างพิจารณา ส่วนคดีแจ้งความเท็จ เจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ดำเนินการ โดยมูลนิธิจะไม่เข้าไปก้าวก่าย นับจากวันนี้วัดป่าอดุลยารามจะกลับมาสงบสุข ส่วน “ป้าดา ธานอส” และทายาทนายเฮียงจะดำเนินการอย่างไร ก็เป็นเรื่องของอีกฝ่าย ไม่ใช่เรื่องของวัด อย่างไรก็ตาม หากวัดป่าอดุลยารามมีข้อพิพาทในเรื่องนี้อีก มูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะให้ความช่วยเหลือเช่นเดิม ภารกิจที่พระครูอดุลสารนิเทศมอบหมาย คือการเปลี่ยนชื่อโฉนดจากนายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นวัดป่าอดุลยาราม ขณะนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว.