พระครูอดุลสารนิเทศ “เจ้าอาวาส” วัดป่าอดุลยาราม ที่ขอนแก่น ฝากถึงญาติโยม ไม่ขอรับพัสดุช่วงมีข้อพิพาทปมที่ดิน บอกไม่ได้รังเกียจ แต่กังวลเรื่องความปลอดภัย
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 20 ส.ค.2569 พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เปิดเผยล่าสุดกับผู้สื่อข่าวว่า ขอฝากถึงพระคุณเจ้าและประชาชนทั่วประเทศให้งดส่งพัสดุและสิ่งของมาให้กำลังใจในระยะนี้ก่อน เนื่องจากอยู่ในช่วงที่กำลังเกิดปัญหาและมีความกังวลด้านความปลอดภัย เพราะไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ส่งและภายในพัสดุมีสิ่งใด
เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามระบุว่า การที่ทางวัดไม่รับพัสดุไม่ได้เกิดจากการรังเกียจหรือปฏิเสธน้ำใจของประชาชน แต่กังวลว่าหากภายในมีวัตถุระเบิดจะทำอย่างไร เนื่องจากมองว่ายังมีผู้จ้องทำร้ายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงไม่ต้องการรับพัสดุต่าง ๆ ในช่วงนี้ หากสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วจึงค่อยส่งมา ไม่จำเป็นต้องรีบส่งในขณะนี้ ถ้าปฏิเสธก็ขออภัยด้วย เพราะหลวงพ่อกลัว ไม่รู้ว่าใครต่อใครส่งมา ถ้าส่งมาทั้งประเทศ อาตมาจะเอาไว้ที่ไหน อาตมารับไม่ไหว ตอนนี้ยังไม่ต้องการอะไร ขอเพียงกำลังใจให้อาตมาก็พอ
ก่อนหน้านี้มีผู้นำโซลาร์เซลล์มาส่งให้ แต่พื้นที่ติดตั้งอยู่ภายในป่า ไม่มีแสงแดดส่องลงมา โดยทางวัดเคยติดตั้งโซลาร์เซลล์มาก่อน ช่วงแรกมีกำลังไฟแรง แต่ภายหลังแสงเริ่มหรี่ลงจนไม่สามารถใช้งานได้ เช่นเดียวกับกรณีที่บางคนต้องการนำต้นไม้มาปลูก แต่เมื่อพื้นที่ไม่มีแสงแดด ต้นไม้ก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ จึงขอฝากให้ประชาชนงดส่งพัสดุมาให้กำลังใจในระยะนี้ก่อน
พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวต่อว่า ขณะนี้รู้สึกอุ่นใจขึ้น หลังจากวันก่อนมีผู้เข้ามาก่อกวนภายในวัดและถูกจับกุม พร้อมกล่าวขอบคุณนักข่าวที่เข้ามาช่วยกันดูแลและล้อมพื้นที่ไว้ โดยระบุว่า “พูดตรง ๆ ต้องขอบคุณนักข่าว นักข่าวสามารถจับโจรได้” ทำให้เมื่อคืนสามารถนอนหลับได้อย่างสบายใจ แต่หากไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าดูแลก็ยังไม่กล้านอน ส่วนจะไปนอนที่ใดนั้นไม่ขอเปิดเผย
ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา พระครูอดุลสารนิเทศต้องอยู่ด้วยความกังวลใจ เพราะบางครั้งช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. ยังมีผู้เข้ามาก่อกวน โดยมีทั้งภาพถ่ายและคลิปเหตุการณ์เก็บไว้ทั้งหมด เรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่ต้องการฟ้องร้องใคร และตลอด 22 ปีที่ผ่านมาไม่เคยนำเรื่องดังกล่าวออกมาพูด แม้จะมีผู้โทรศัพท์เข้ามาก่อกวนอยู่บ่อยครั้งก็ไม่ได้ว่าอะไร
เมื่อถามว่า ความขัดแย้งจะยุติลงเมื่อใด พระครูอดุลสารนิเทศระบุว่า ต้องไปถามอีกฝ่าย เพราะในส่วนของตนถือว่าเรื่องจบมานานแล้ว โดยจบตั้งแต่ศาลมีคำตัดสิน
“เรื่องนี้อย่าถามว่าหลวงพ่อจะจบเมื่อไหร่ หลวงพ่อจบตั้งแต่ศาลตัดสินแล้ว แต่เขาไม่ยอมจบก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าสมมติว่าเขาจะจบไหม หลวงพ่อบอกเลยว่าไม่จบ ไม่ต้องสมมติ” พระครูอดุลสารนิเทศกล่าว
เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม กล่าวถึงการรับมือปัญหาว่า ต้องเริ่มตรวจสอบจากตัวเจ้าอาวาสก่อนว่า มีแผลหรือไม่ เพราะหากมีก็จะดำเนินการได้ยาก และหากมีจุดอ่อนก็อาจทำให้เกิดปัญหา โดยมองว่าหากมีผู้ต้องการทำลายตน ก็จะหาทุกวิถีทางเพื่อดำเนินการ
พระครูอดุลสารนิเทศยังกล่าวติดตลกกับนักข่าวว่า ตนเป็นคนชอบพูดและพร้อมตอบทุกคำถาม แต่นักข่าวจะหมดคำถามก่อน เพราะปัญหาที่เข้ามานั้นมีทุกรูปแบบ จนอาจเรียกตนว่าเป็น “นักสู้สิบทิศ” ก็ได้
สำหรับกรณีพื้นที่ 5 ไร่ พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวว่า หากอีกฝ่ายไม่ให้ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่เข้าใจว่าจะโวยวายทำไม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถยกให้ใครได้ การออกเอกสารเกี่ยวกับพื้นที่ 5 ไร่ไม่อาจดำเนินการได้ เพราะเป็นพื้นที่ป่าช้าบ้านหนองแวงและเป็นพื้นที่ป่า แต่บังเอิญแม่ชีเข้าไปอยู่อาศัย เมื่อมีผู้ไปขับไล่จึงไม่สามารถขับไล่ได้ โดยระบุว่า “ที่ดินใครอยู่ก่อนเป็นของคนนั้น”
พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวว่า ศาลเคยสอบถามว่า ในพื้นที่ 5 ไร่ดังกล่าวได้ทำประโยชน์อะไรไว้หรือไม่ แต่อีกฝ่ายไม่ได้ทำประโยชน์ใด เป็นพื้นที่ที่แม่ชีสกุล รัตพรม เข้าไปอยู่อาศัย และศาลมีคำตัดสินไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรออีก ส่วนอนาคตของวัด ขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาสองค์ต่อไปว่าจะสามารถรักษาวัดแห่งนี้ไว้ในรูปแบบใด และจะรับมือกับอีกฝ่ายได้ทันหรือไม่ โดยพระครูอดุลสารนิเทศกล่าวว่า เคยได้ยินมาว่า หากเป็นโฉนดสมบูรณ์ก็จะเริ่มมีกระบวนการขอเช่าที่วัด ก่อนหน้านี้เคยมีผู้มาขอเช่าพื้นที่วัดจำนวน 2 ไร่ แต่ไม่อนุญาต เพราะหากอนุญาตให้คนหนึ่ง ก็จะมีบุคคลอื่นเข้ามาขอเช่าเพิ่มเติม อีกทั้งไม่ทราบว่าจะนำพื้นที่ไปใช้ทำอะไร
“ไม่ว่าจะให้เงินเท่าไร ร้อยล้านหรือพันล้าน หลวงพ่อก็ไม่เอา ไม่รู้จะเอามาทำไม ถ้ามาบริจาคด้วยศรัทธาจะไม่ว่า แต่ถ้าจะมาทำแบบนี้และมีผลประโยชน์แอบแฝงก็ไม่เอา” พระครูอดุลสารนิเทศกล่าว