พม.รับดูแลหนูน้อยวัย 3 ขวบ เกาะท้ายรถน้ำแข็งไกลกว่า 10 กม. หลังประเมินสภาพความเป็นอยู่พบว่า แม่ไม่มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง พร้อมส่งตัวรักษาโรคไทรอยด์
วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 14.30 น. ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลเชียงเครือ อำเภอเมืองสกลนคร เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานร่วมประชุมหารือแนวทางช่วยเหลือ กรณีเด็กชายวัย 3 ขวบ แอบเกาะท้ายรถบรรทุกน้ำแข็ง เดินทางจากพื้นที่ตำบลเชียงเครือเข้าสู่ตัวเมืองสกลนคร เป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร ก่อนตำรวจจราจร สภ.เมืองสกลนคร สังเกตเห็นและเข้าช่วยเหลือไว้ได้อย่างปลอดภัย (อ่านข่าว : ระทึก หนูน้อยวัย 2 ขวบ แอบเกาะท้ายรถส่งน้ำแข็ง ขับไกลกว่า 10 กม.)
การประชุมมี พ.ต.อ.พงศ์พัชร์ แจ้งหมื่นไวย์ รอง ผบก.ภ.จว.สกลนคร พร้อมนายประเวช ไชยฮาด นายกเทศมนตรีตำบลเชียงเครือ นายกิตตินัน งิ้วพรหม ปลัดอำเภอเมืองสกลนคร ฝ่ายความมั่นคง เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนคร กรมกิจการเด็กและเยาวชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเชียงเครือ เข้าร่วม
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ติดตามจนทราบว่าเด็กอยู่กับ นางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี ผู้เป็นมารดา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความห่วงกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็ก และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการดูแลบุตร
จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่พบว่า มารดามีอาการป่วยด้วยโรคไทรอยด์ ไม่มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง โดยมีรายได้จากการเก็บผักบุ้งขายเพื่อเลี้ยงชีพ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาประเมินสภาพความเป็นอยู่และศักยภาพในการดูแลเด็ก
ที่ประชุมพิจารณาแนวทางช่วยเหลือ โดยเห็นควรให้เด็กอยู่ในความดูแลของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนครเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของเด็ก
นายประเวช ไชยฮาด นายกเทศมนตรีตำบลเชียงเครือ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า สำนักงาน พม.จังหวัดสกลนครจะรับตัวเด็กไปดูแลที่ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสกลนคร เป็นการชั่วคราว ขณะที่มารดาจะได้รับการนำตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาโรคไทรอยด์ สำหรับการดูแลเด็ก เบื้องต้นกำหนดระยะเวลา 3 เดือน และหากมีความจำเป็นสามารถพิจารณาขยายระยะเวลาการดูแลเพิ่มเติมตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง
จากการสอบถาม นางสาวเอ เล่าว่า ในวันเกิดเหตุได้ลงไปเก็บผักบุ้งบริเวณริมหนองหาร เพื่อนำไปขายเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว ก่อนจะพบว่าลูกชายหายตัวไป จึงออกตามหาพร้อมกับชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมาเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลเชียงเครือเห็นเหตุการณ์จากสื่อสังคมออนไลน์ จึงประสานติดตามและรับตัวเด็กกลับมาส่งคืนให้ครอบครัว
ทั้งนี้ เทศบาลตำบลเชียงเครือระบุว่า ที่ผ่านมาได้ให้ความช่วยเหลือครอบครัวดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดสร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินของบิดาของนางสาวเอ ผ่านความร่วมมือจากกลุ่มจิตอาสาในชุมชน เนื่องจากครอบครัวไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง รวมถึงให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการมาโดยตลอด
กรณีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เด็กแอบเกาะรถน้ำแข็ง แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาความเปราะบางของครอบครัว ทั้งด้านสุขภาพ รายได้ และการดูแลเด็ก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ทั้งแม่และเด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมต่อไป.