เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ไม่เผยที่เก็บโฉนดที่ดินตัวจริง หวั่นถูกขโมย ชี้รับมอบโฉนดจาก "นายเฮียง" เพื่อสร้างวัดจริง เพราะถ้าไม่มีโฉนด ก็ไปขอสร้างวัดไม่ได้ แจงกรณีอีกฝ่ายติงเรื่องความสกปรก
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ผู้สื่อข่าวยังคงติดตามกรณีพิพาทเรื่องที่ดินวัด หลังฝ่ายทายาทอ้างในกรรมสิทธิ์ชื่อของ นายเฮียง พิมพ์ศรี ซึ่งเป็นอดีตเจ้าของที่ดิน
โดยฝ่ายทายาทให้เหตุผลว่า การยกที่ดินไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่นายเฮียง พิมพ์ศรี เขียนไว้ด้วยลายมือว่า หากก่อสร้างวัดไม่แล้วเสร็จจะไม่ยกที่ดินให้ ขณะที่นายเฮียงเสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน โดยฝ่ายทายาทเห็นว่า ขณะนั้นวัดยังไม่มีการก่อสร้าง จึงถือว่าการให้เป็นโมฆะนับตั้งแต่นายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า หากมีทนายความเข้ามาช่วยดำเนินการก็ยินดี เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย หลังศาลมีคำตัดสินในช่วงปี 2555–2556 ท่านเข้าใจว่า เมื่อศาลตัดสินให้วัดชนะแล้ว คดีก็ถือว่าสิ้นสุดลง ประกอบกับอยู่ในสมณเพศบรรพชิตจึงไม่มีความรู้ด้านขั้นตอนทางกฎหมาย
ทั้งนี้ เจ้าอาวาสมองว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้อพิพาทยืดเยื้อเกิดจากไม่มีผู้ให้คำแนะนำ หากมีผู้แนะนำตั้งแต่แรกคงดำเนินการทุกอย่างให้เรียบร้อยไปนานแล้ว แต่เรื่องกลับค้างต่อเนื่องมาถึงปี 2557 เมื่อนางบัวไข ศรสมุทร ลูกสาวคนที่ 4 ของนายเฮียง อ้างฐานะทายาทและยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก ก่อนเกิดการฟ้องร้องขึ้นใหม่ คดีครั้งหลังเริ่มจากการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรม ก่อนมีการโอนคดีมาพิจารณาที่ศาลแพ่ง โดยเป็นการฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเป็นจำเลยหลัก ไม่ได้ฟ้องวัดป่าอดุลยารามโดยตรง ส่งผลให้วัดเป็นจำเลยร่วมที่ 2 ขณะที่เทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ เป็นจำเลยร่วมที่ 1 แตกต่างจากคดีแรกที่ถึงที่สุดไปแล้ว
นอกจากนี้ เจ้าอาวาส กล่าวถึงการพิจารณาของศาลแพ่งชั้นต้นว่า มีการพิจารณาประเด็นเจตนาของนายเฮียง พิมพ์ศรี ในการอุทิศที่ดิน โดยยืนยันว่า การถวายที่ดินไม่ได้เกิดขึ้นเพียงคำพูด แต่มีโฉนดที่ดินประกอบ และมีพระเพยเป็นผู้รับการถวาย ถือเป็นการอุทิศที่ดิน พร้อมกับมีการจัดผ้าป่าเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2533
สำหรับภาพถ่ายขณะมีการมอบโฉนด ซึ่งอีกฝ่ายระบุว่าเป็นเพียงการนำโฉนดมาแสดงและไม่ได้ส่งมอบจริงนั้น เจ้าอาวาสกล่าวว่า เป็นสิทธิของอีกฝ่ายที่จะให้ข้อมูล แต่ตามข้อเท็จจริง หากวัดไม่ได้รับโฉนดที่ดิน ก็ไม่สามารถดำเนินการขอประกาศตั้งวัดได้ เนื่องจากการจัดตั้งวัดให้สมบูรณ์ต้องมีโฉนดที่ดินที่ถวายให้วัด หากไม่มีโฉนดก็ไม่สามารถมีบ้านเลขที่ได้
อย่างไรก็ตาม วัดป่าอดุลยารามมีบ้านเลขที่ชัดเจน คือเลขที่ 350 หมู่ 16 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จึงเห็นว่าใครจะกล่าวอย่างไรก็เป็นสิทธิของบุคคลนั้น ทางวัดไม่ขอโต้เถียง ส่วนโฉนดที่ดินตัวจริงยังอยู่และถูกเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย แต่ไม่สามารถเปิดเผยว่าอยู่ที่ใด รวมทั้งไม่สามารถนำออกมาแสดงต่อสาธารณะได้ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกขโมย
ส่วนข้อสงสัยว่า เหตุใดการถวายโฉนดในปี 2533 ขณะที่นายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 แต่วัดได้รับการประกาศตั้งในปี 2541 จึงไม่ถือว่าการให้เป็นโมฆะนั้น เจ้าอาวาสอธิบายว่า ตามกฎหมายต้องเดินหน้ากระบวนการก่อสร้างวัดต่อจึงจะสามารถขอประกาศตั้งวัดได้ การถวายโฉนดของนายเฮียงไม่ได้เป็นเพียงการมอบที่ดิน แต่ต้องมีการจัดทำแผนผังและแผนที่ ระบุตำแหน่งเสนาสนะต่าง ๆ ว่าจะตั้งอยู่บริเวณใดของพื้นที่ ทั้งเมรุเผาศพ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง และกุฏิพระสงฆ์ เมื่อกำหนดตำแหน่งแล้วจึงยื่นขออนุญาตสร้างวัด และขออนุญาตจากกรมการศาสนาในขณะนั้น แม้นายเฮียงจะเสียชีวิต ทำให้ยังไม่ได้โอนเปลี่ยนชื่อในโฉนด แต่กระบวนการจัดตั้งวัดยังต้องดำเนินต่อไปตามกฎหมาย กระทั่งปี 2535 ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด โดยนายเคน และในปี 2541 ได้รับการประกาศตั้งวัด โดยนายขอม
เจ้าอาวาส ยืนยันว่า ไม่ใช่เมื่อถวายที่ดินแล้วจะไม่มีการดำเนินการก่อสร้าง เพราะมีการสร้างวัดจนแล้วเสร็จและได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนาผ่านกระทรวงศึกษาธิการ ใช้ชื่อว่า “วัดป่าอดุลยาราม” หลังได้รับประกาศตั้งวัดแล้ว ทางวัดนำเอกสารไปดำเนินการขอเลขที่และจัดทำสำมะโนครัววัด จนได้รับบ้านเลขที่ 350 หมู่ 16 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จากนั้นพระสงฆ์ทุกรูปภายในวัดต้องไปจัดทำบัตรประชาชนพระสงฆ์ จึงเป็นที่มาของกระบวนการก่อสร้างและประกาศตั้งวัดแล้วเสร็จในปี 2541
เจ้าอาวาสกล่าวอีกว่า วัดป่าอดุลยารามมีนโยบายรักษาธรรมชาติและไม่มีนโยบายเน้นการก่อสร้างวัตถุ แต่ภายในวัดมีศาลาการเปรียญ เมรุเผาศพ 2 หลัง ศาลาพักศพ หอระฆัง และกุฏิพระสงฆ์เกือบ 20 หลัง เพื่อให้พระสงฆ์อยู่อาศัย ซึ่งเห็นว่าเพียงพอแล้วและไม่ต้องการทำลายระบบนิเวศ กรณีอีกฝ่ายวิจารณ์ว่าวัดสกปรก เจ้าอาวาสตั้งคำถามว่า หากวัดสกปรกและไม่สะอาด เหตุใดจึงยังต้องการที่ดินคืน พร้อมยืนยันว่าท่านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย ไม่ชอบวัตถุ แม้มีผู้นำเครื่องปรับอากาศมาติดตั้งให้ก็ไม่รับ และใช้ที่นอนเพียงอันเดียว ส่วนเงื่อนไขเกี่ยวกับการสร้างเสนาสนะนั้น เจ้าอาวาสยืนยันว่า ทางวัดมีเสนาสนะครบถ้วนตามเงื่อนไขการสร้างวัดแล้ว แต่สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้สร้างเพิ่มเติมคือโบสถ์หรือพระอุโบสถ ซึ่งทางวัดเริ่มก่อสร้างและทำได้เพียงฐานลักษณะวงกลม ก่อนต้องหยุดก่อสร้างเนื่องจากไม่มีเงิน โดยระบุว่าวัดเป็นวัดยากจน จึงไม่มีงบประมาณนำมาก่อสร้างต่อ แม้อีกฝ่ายต้องการให้สร้างก็ตาม