“นายกฯอนุทิน” หารือ “สี จิ้นผิง” เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีนรอบใหม่ ดึง AI การลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างโอกาสเศรษฐกิจไทย ยกระดับความมั่นคง

ในระหว่างวันที่ 17 ถึง 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 การประชุมปัญญาประดิษฐ์โลกประจำปี พ.ศ. 2569 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก ได้จัดขึ้น ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมพร้อมทั้งกล่าวสุนทรพจน์หลักในหัวข้อ “ร่วมมือกันสร้างระบบธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผล”

ในโอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้เข้าร่วมการประชุมและเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ การประชุมระดับนานาชาติในครั้งนี้นับเป็นหลักหมุดสำคัญในการสืบสานเจตนารมณ์จากอดีตและเปิดฉากสู่อนาคต ภายใต้หัวข้อหลัก “พันธมิตรอัจฉริยะ ร่วมสร้างสรรค์อนาคต” (Intelligent Partners, Co-creating the Future) ซึ่งประกอบด้วยการประชุมสัมมนากว่า 140 หัวข้อ และได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งชาวจีนและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงานมากกว่า 1,500 ท่าน

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวอธิบายถึงจุดยืนนโยบายและแนวความคิดของฝ่ายจีนเกี่ยวกับการพัฒนาและธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ในทุกมิติอย่างเป็นระบบ โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ระบุว่า ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงในรอบศตวรรษของโลกกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรมรอบใหม่กำลังเร่งสร้างความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด นวัตกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความตื่นตัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งแฝงไว้ด้วยโอกาสอันยิ่งใหญ่ และในขณะเดียวกันก็เผชิญกับความท้าทายด้านธรรมาภิบาลด้วยเช่นกัน ฝ่ายจีนมีความเห็นว่า ทุกประเทศควรยึดมั่นในแนวคิดการยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางและมุ่งสู่คุณธรรมอันดีงาม เพื่อทำให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นพลวัตขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน และปกป้องความมั่นคงร่วมกัน ตลอดจนร่วมมือกันสร้างระบบธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผล

ในการนี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เสนอข้อคิดเห็น 4 ประการ อันได้แก่ การยึดมั่นในการเปิดกว้างและการได้ผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและนวัตกรรม การเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านความเสี่ยง เพื่อรับประกันความปลอดภัยและความสามารถในการควบคุม การสนับสนุนการเปิดรับความหลากหลาย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างอารยธรรม และการส่งเสริมความสามัคคีร่วมใจ เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลระดับโลกให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น



ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เน้นย้ำว่า ในฐานะประเทศขนาดใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ จีนมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ให้บริการสินค้าสาธารณะระหว่างประเทศในด้านปัญญาประดิษฐ์มาโดยตลอด ในช่วงอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะมอบสิทธิในการฝึกอบรมสัมมนาเฉพาะทางด้านปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 5,000 ทุน ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ระดับนานาชาติสำหรับอาเซียน สันนิบาตอาหรับ สหภาพแอฟริกา ประชาคมรัฐละตินอเมริกาและแคริบเบียน องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ และกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) อีกทั้งจะผลักดันโครงการระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอัจฉริยะด้านอุตุนิยมวิทยา “หม่าจู่” ให้เกิดการใช้งานจริงใน 30 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ ฝ่ายจีนพร้อมที่จะน้อมรับทุกภาคส่วนด้วยวิถีที่เปิดกว้างยิ่งกว่า ด้วยการปฏิบัติจริงที่หนักแน่นยิ่งกว่า และด้วยสายตาที่กว้างไกลยิ่งกว่า เพื่อร่วมกันไขว่คว้าโอกาสและรับมือกับความท้าทายจากการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนร่วมสร้างอนาคตอันงดงามยิ่งขึ้นของสังคมมนุษยชาติ

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม โดยได้กล่าวประเมินเชิงบวกต่อการปฏิบัติงานอันสำคัญของฝ่ายจีนในการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก พร้อมทั้งระบุว่า จะต้องไม่ทอดทิ้งประเทศใดประเทศหนึ่งไว้ข้างหลังในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนเสนอให้เสริมสร้างธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ใน 3 ด้าน ได้แก่ การคุ้มครองประชาชน การปลดล็อกศักยภาพ และการร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรือง อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงการรังสรรค์ปัญญาประดิษฐ์ให้เป็นดั่งสะพานเชื่อมพันธมิตร เพื่อให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เกื้อหนุนและอำนวยประโยชน์แก่ทุกประเทศและประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง

ที่ประชุมได้มีการประกาศ “คำแถลงประธานการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลกประจำปี พ.ศ. 2569 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก” นอกจากนี้ พิธีลงนามข้อตกลงจัดตั้งองค์การความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก ได้จัดขึ้น ณ นครเซี่ยงไฮ้ ในช่วงก่อนเริ่มการประชุม โดยมี 29 ประเทศเข้าร่วมเป็นประเทศผู้ก่อตั้งองค์การดังกล่าว




จีนและไทยต่างเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกและเป็นผู้บุกเบิกการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามลำดับ โดยทั้งสองฝ่ายมีแนวคิดการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่สอดคล้องกัน ทั้งสองประเทศต่างมีเจตนารมณ์แรกเริ่มในการพัฒนาที่ยึดถือ “การยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อเทคโนโลยีซึ่งมุ่งสู่คุณธรรมอันดีงาม” อีกทั้งยังร่วมให้ความสำคัญต่อการใช้การแพทย์อัจฉริยะในการปกป้องชีวิตและสุขภาพ ร่วมพิจารณาการใช้การศึกษาอัจฉริยะในการจุดประกายอนาคตของเด็กในชนบท และร่วมสำรวจการใช้การเกษตรอัจฉริยะในการช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความมั่งคั่งให้แก่เกษตรกร ทั้งสองประเทศต่างมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่ “เปิดกว้าง ครอบคลุม และเชื่อมโยงถึงกัน” โดยต่างสนับสนุนการขจัดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ต่อต้านการสร้างอุปสรรคทางเทคโนโลยี รณรงค์การจัดตั้งระบบธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก เพื่อให้ผลลัพธ์ทางเทคโนโลยีสร้างประโยชน์แก่ทุกประเทศ ตลอดจนคาดหวังที่จะขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ให้เพิ่มศักยภาพแก่หลากหลายสาขาอาชีพผ่านการปฏิบัติตาม “ข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างประเทศด้านปัญญาประดิษฐ์+ (AI+)”
นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศต่างแบกรับพันธกิจแห่งยุคสมัยในการ "ป้องกันและควบคุมความเสี่ยง ตลอดจนการกำกับดูแลความปลอดภัย" โดยเห็นพ้องกันว่าปัญญาประดิษฐ์ควรเป็นเครื่องมือที่ได้รับความไว้วางใจจากมนุษย์ และร่วมผลักดันการจัดตั้งระบบกฎหมาย ข้อบังคับ การตรวจวัดทางเทคโนโลยี การเตือนภัยความเสี่ยง และการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน เพื่อรับประกันว่าปัญญาประดิษฐ์จะอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์อยู่เสมอ ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังต้องร่วมมือกันต่อต้านข้อมูลอันเป็นเท็จ ร่วมกันต่อต้านการขยายขอบเขตแนวคิดความมั่นคงแห่งชาติเกินจริงในด้านปัญญาประดิษฐ์ และคัดค้านการใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกหรือเป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำถึงปณิธานว่า ฝ่ายจีนจะสนับสนุนการรังสรรค์ความสัมพันธ์อันเปี่ยมด้วยไมตรีระหว่างจีน-ไทย ณ ตำแหน่งอันทรงเกียรติแห่งวิถีทางของการทูตประเทศเพื่อนบ้าน ฝ่ายจีนจะเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายไทยสามารถไว้วางใจและพึ่งพาได้เสมอมา เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ระหว่างจีนและไทยมีศักยภาพอันมหาศาลและมีอนาคตที่สดใส ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนอันแข็งแกร่งให้แก่การพัฒนาและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนของทั้งสองประเทศเท่านั้น แต่ยังจะร่วมสร้างพลังสำคัญในการจัดตั้งประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน-ไทย ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

ทั้งนี้ ฝ่ายจีนได้ประกาศเปิดตัวการก่อสร้างห้องปฏิบัติการร่วมเพื่อการทำนายและแจ้งเตือนภัยพิบัติทางอุตุนิยมวิทยาอัจฉริยะจีน-ไทย ซึ่งโมเดลขนาดใหญ่แบบเปิดเผยรหัสแหล่งที่มา และบริการระบบคลาวด์ของจีนได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทยแล้ว อีกทั้งทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินโครงการร่วมกันผลิตและพัฒนาบุคลากรทางเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ฝ่ายจีนจะยังคงสนับสนุนให้ฝ่ายไทยเป็นฐานการผลิตในระดับภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยินดีต้อนรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนของไทยให้เข้ามาประสานความร่วมมือกับฝ่ายจีน เพื่อร่วมกันหารือถึงรูปแบบความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสมกับประเทศไทยและอาเซียนมากยิ่งขึ้น เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ทางปัญญาและร่วมกันส่งเสริมผลประโยชน์ที่ครอบคลุมทุกมิติด้วยผลประโยชน์ที่ได้รับทั่วกันอย่างเท่าเทียม.