ชาวบ้านสุดอาลัย จัดเตรียมสถานที่ทำพิธีบำเพ็ญกุศลศพ "พระสุรศักดิ์ ปิ่นละออ" พระนักพัฒนา มรณภาพจากเหตุรถกระบะเด็ก 11 พุ่งชน เจ้าอาวาสเผยคุณความดีตลอดเวลาที่จำพรรษา ใช้ความรู้ช่างสร้างบูรณะวัดเสมอ และไม่เคยปฏิเสธคนขอความช่วยเหลือ

จากกรณีอุบัติเหตุบนถนนสายมุกดาหาร–ดอนตาล ต.ศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.มุกดาหาร เด็กชายวัย 11 ขวบ ขับรถยนต์กระบะพุ่งชนคณะพระธุดงค์ ส่งผลให้พระภิกษุมรณภาพ 10 รูป และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ซึ่งความคืบหน้าของคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ นั้น

ล่าสุดวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังศาลาการเปรียญ วัดนิคมคณาราม ต.แวง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด พบพระภิกษุสามเณร พระลูกวัด และชาวบ้าน ต่างช่วยกันจัดเตรียมสถานที่อย่างขะมักเขม้น เพื่อประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลศพ "พระสุรศักดิ์ ปิ่นละออ" พระนักเผยแผ่ธรรมและพระนักพัฒนา หนึ่งในพระผู้มรณภาพจากอุบัติเหตุดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอาลัย เนื่องจากพระสุรศักดิ์เป็นที่เคารพรักของพระสงฆ์และชาวบ้าน จากการอุทิศตนช่วยเหลืองานก่อสร้างและพัฒนาวัดมาโดยตลอด

...

ซึ่งในเวลา 15.00 น. จะมีพิธีบำเพ็ญกุศลศพ ณ ศาลาการเปรียญ โดยมี พระครูสุวรรณโพธาภิบาล เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ท่ามกลางญาติโยมและพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาร่วมไว้อาลัย และร่วมส่งดวงวิญญาณเป็นจำนวนมาก

ด้าน พระครูนิคมคณานุกูล (คำสอน กิตฺติญาโณ) เจ้าอาวาสวัดนิคมคณาราม และเจ้าคณะตำบลแวง เปิดเผยว่า พระสุรศักดิ์เป็นพระนักพัฒนาที่มีความเสียสละอย่างยิ่ง ก่อนอุปสมบทประกอบอาชีพช่างเหล็ก เมื่อบวชแล้วได้นำความรู้ด้านงานช่างมาช่วยสร้าง และบูรณะเสนาสนะของวัดหลายแห่ง ทั้งหอระฆัง ศาลาบำเพ็ญกุศล และอาคารต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาจำพรรษากว่า 4 พรรษา ไม่ว่าใครจะขอความช่วยเหลือ ท่านไม่เคยปฏิเสธ พร้อมเดินทางไปช่วยทุกครั้งด้วยความเต็มใจ

เจ้าอาวาสยังเปิดเผยอีกว่า ก่อนออกเดินทางไปร่วมธุดงค์กับคณะพระภิกษุจากจังหวัดอุบลราชธานี พระสุรศักดิ์ได้เข้ามากราบลา โดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย การจากไปของท่านถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของคณะสงฆ์ เพราะนอกจากจะเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบแล้ว ยังเป็นผู้ใช้ความรู้ความสามารถสร้างประโยชน์ให้พระพุทธศาสนาและสังคมมาโดยตลอด 

ญาติจึงนำสรีระของพระสุรศักดิ์กลับมาบำเพ็ญกุศลที่วัดนิคมคณาราม ซึ่งเป็นวัดที่เคยจำพรรษา และเป็นบ้านเกิด เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ร่วมแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจแก่สังคม และเป็นอุทาหรณ์สำคัญถึงการกำกับดูแลผู้เยาว์ ไม่ปล่อยให้ผู้ที่ยังไม่มีสิทธิหรือความพร้อมขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืนได้