สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาล่าสุด ทหารไทยตรวจพบ การวางทุ่นระเบิดแสวงเครื่องดักรถถังที่ “ช่องบก” ทหารกัมพูชาขัดขวางวางรั้วลวดหนาม ฝ่ายความมั่นคงถ่ายภาพหลักฐาน เตรียมยื่น AOT ประท้วง

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 มิ.ย. 2569 รายงานข่าวจากกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) เปิดเผยว่า หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ได้ตรวจพบการวางทุ่นระเบิดดักรถถังชนิดแสวงเครื่อง โดยกำลังทหารกัมพูชา ในแนวการวางกำลังของฝ่ายตนเอง บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเนิน 745 พื้นที่ช่องบก

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยสามารถบันทึกภาพทุ่นระเบิดดังกล่าวได้ จากแนวพื้นที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า หน่วยที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการประท้วงในระดับพื้นที่ พร้อมทั้งนำเรื่องเข้าสู่กลไกคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ต่อไป เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ดังกล่าว


ทหารกัมพูชาพยายามขัดขวางการวางลวดหนาม

ช่วงเย็นวันเดียวกัน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันนี้ กองทัพบกได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารี ขณะปฏิบัติภารกิจเฝ้าตรวจและปรับปรุงที่มั่นด้วยการวางแนวลวดหนาม เพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในแนววางกำลังของฝ่ายไทย บริเวณพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ฝ่ายไทยตรวจพบกำลังพลทหารกัมพูชาจำนวน 5 นายพร้อมอาวุธ เข้ามายังบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงาน ก่อนจะมีการเพิ่มกำลังพลรวมเป็นประมาณ 20 นาย โดยทหารกัมพูชากลุ่มดังกล่าวได้ส่งเสียงดังและพยายามเข้าขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ไทย

...

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ทหารไทยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างรัดกุม โดยเข้าควบคุมสถานการณ์และเจรจาชี้แจงข้อเท็จจริง จนกระทั่งเวลาประมาณ 11.30 น. สถานการณ์จึงคลี่คลายลง โดยกำลังทหารกัมพูชาได้ยอมถอยออกจากพื้นที่ดังกล่าว ปัจจุบันเหตุการณ์ในพื้นที่ได้กลับสู่สภาวะปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม หน่วยกำลังในพื้นที่ยังคงเตรียมความพร้อมและเฝ้าตรวจความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงในพื้นที่ตามกรอบข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วมอย่างเข้มงวด

โฆษกกองทัพบก เน้นย้ำว่า การปรับปรุงที่มั่นและวางแนวลวดหนามของทหารไทย เป็นการปฏิบัติภายในแนววางกำลังของฝ่ายไทยอย่างถูกต้อง และสอดคล้องกับข้อตกลงในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) อย่างเคร่งครัด สืบเนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่กำลังของทั้งสองฝ่ายวางอยู่ใกล้ชิดกัน ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกันพื้นที่เพื่อความปลอดภัย.