ศาลฎีกาพิพากษา “เอกราษฎฐ์ ช่างเหลา” หรือ “เอกราช ช่างเหลา” ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีคำสั่งตัดสิทธิทางการเมือง ตลอดชีวิต คดียักยอกเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเอกราษฎฐ์ ช่างเหลา หรือชื่อเดิม นายเอกราช ช่างเหลา อดีตผู้จัดการสหกรณ์ฯ อดีต สส.ขอนแก่น และ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม และพวกในคดีทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์รวมกว่า 431 ล้านบาท ในช่วงปี 2554-2556 ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2568 หมายเลขแดงที่ 2/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ผู้ร้อง กับนายเอกราช หรือเอกราษฎฐ์ ช่างเหลา ผู้คัดค้าน กรณีผู้ร้องยื่นคำร้องกล่าวหาว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
โดยคำร้องระบุว่า ผู้คัดค้านกับพวกอาศัยโอกาสที่ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ร่วมกันยักยอกเงินของสหกรณ์ และปกปิดอำพรางการกระทำของตน โดยร่วมกันปลอมสมุดบัญชีเงินฝากประจำของสหกรณ์ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี ทำให้ที่ประชุมและสมาชิกสหกรณ์หลงเชื่อว่าสหกรณ์มียอดเงินคงเหลือตามที่ระบุในสมุดบัญชีเงินฝากดังกล่าว ซึ่งถือเป็นความผิดทั้งทางอาญาและเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ศาลฎีกาไต่สวนพยานหลักฐานแล้วมีคำวินิจฉัยโดยสรุปว่า ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งและเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ต่อมาได้ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม โดยดำรงตำแหน่งมาจนถึงวันที่มีการยื่นคำร้อง
...
ศาลฎีกา วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ในช่วงประมาณปี 2554 ถึงปี 2562 ผู้คัดค้านกับพวกอาศัยโอกาสที่ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2554 ได้ถอนเงินของสหกรณ์จำนวน 96,000,000 บาท แล้วโอนเงินเข้าบัญชีของผู้คัดค้าน
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555 ผู้คัดค้านกับพวกได้นำเงินของสหกรณ์ไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1800, 1801, 8010, 8133 และ 10630 รวมเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 34.4 ตารางวา ในราคา 106,000,000 บาท จากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โดยผู้คัดค้านใช้ชื่อตนเองเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 5 แปลงดังกล่าว
หลังจากนั้น ผู้คัดค้านได้นำที่ดินจำนวน 3 แปลง ไปจดทะเบียนจำนองกับสหกรณ์ เพื่อประกันหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี ซึ่งเป็นลูกหนี้ของสหกรณ์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและโดยทุจริต ทั้งยังปรากฏว่ายังคงมีเงินส่วนต่างจากการซื้อที่ดินอีกจำนวน 29,000,000 บาท การกระทำของผู้คัดค้านกับพวกในส่วนนี้จึงเป็นการยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเสียหาย และเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านกับพวกได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินโดยตรง
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปี 2562 ผู้คัดค้านกับพวกได้แก้ไขสมุดบัญชีเงินฝากของสหกรณ์ เพื่อแสดงต่อสมาชิกในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหกรณ์ โดยตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2562 ทำให้สมาชิกสหกรณ์เข้าใจว่าสหกรณ์มีเงินคงเหลือประมาณ 400,000,000 บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือประมาณ 70,000 บาท
ศาลฎีการะบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายครั้ง โดยมีการกระทำครั้งสุดท้ายด้วยการแก้ไขให้ปรากฏว่ามีเงินในบัญชีคงเหลือ ณ เดือนสิงหาคม 2562 จำนวน 431,941,984.59 บาท ทั้งที่ความจริงมีเงินคงเหลือเพียง 79,714.16 บาท ต่อมาผู้คัดค้านจึงส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากคืนให้สหกรณ์ในเดือนตุลาคม 2562 ภายหลังที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับแล้ว
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนฟังได้ว่า ผู้คัดค้านร่วมกับพวกกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ในข้อหายักยอก ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม ถือว่าผู้คัดค้านไม่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม และไม่ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน อีกทั้งเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเจตนาและมีความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามข้อ 3 ข้อ 12 ข้อ 17 และข้อ 27 วรรคสอง แห่งมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว
ศาลฎีกาพิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) วรรคสาม และวรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 และมาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 3 ข้อ 12 ข้อ 17 และข้อ 27 วรรคสอง
โดยให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น นับแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงให้ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 วรรคสี่ และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา
...