ที่สระแก้ว ชาวบ้านแห่ต่อคิวหน้าธนาคาร ตั้งแต่ตี 5 หวังสแกนใบหน้ารับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส ได้เงินช่วย 4,000 บาท บ่นระบบยุ่งยาก ผู้สูงอายุทำไม่เป็น บางคนซื้อโทรศัพท์ใหม่เพื่อใช้งาน

วันที่ 25 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้ามืด บริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย สาขาสระแก้ว ว่าเต็มไปด้วยประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมาต่อคิวรอใช้บริการยืนยันตัวตน และสแกนใบหน้า เพื่อรับสิทธิเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านระบบแอปพลิเคชันเป๋าตัง และกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยหลายคนเดินทางมาตั้งแต่เวลา 05.00 น. ทั้งที่ธนาคารยังไม่เปิดทำการ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ทันคิวหรือระบบเกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา 

ประชาชนบางรายถึงขั้นปูเสื่อนั่งกินข้าวรออยู่บริเวณหน้าธนาคาร บางครอบครัวพากันมาทั้งบ้าน ทั้งลูกหลานและผู้สูงอายุ เพื่อช่วยกันดำเนินการด้านเอกสารและการใช้งานโทรศัพท์มือถือ ขณะที่หลายคนยอมรับว่าไม่เข้าใจขั้นตอนการใช้งานเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะระบบสแกนใบหน้า การยืนยันตัวตน และการติดตั้งแอปพลิเคชันต่าง ๆ

หญิงสูงอายุรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า เดินทางมาตั้งแต่เช้ามืดเพราะกลัวไม่ได้คิว พร้อมบอกว่า “สแกนหลายรอบก็ยังไม่ผ่าน ทั้งที่เป็นหน้าเราเองแท้ ๆ จนบางคนพูดเล่นว่าหน้าจะหงายอยู่แล้ว” สะท้อนถึงความเหนื่อยล้าจากขั้นตอนที่ซับซ้อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยี

...


บางคนเล่าว่า เดิมใช้โทรศัพท์แบบปุ่มกดมาตลอด แต่จำเป็นต้องซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่เพื่อใช้ลงทะเบียนและสแกนใบหน้าเฉพาะกิจ ขณะที่อีกหลายคนต้องอาศัยลูกหลานหรือคนรู้จักช่วยดำเนินการให้ เพราะทำเองไม่เป็น

ประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ภาครัฐควรมีแนวทางที่ง่ายกว่านี้สำหรับผู้สูงอายุหรือประชาชนในพื้นที่ชนบท เช่น การใช้บัตรประชาชนร่วมกับการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ แทนการบังคับใช้ระบบสแกนใบหน้าเพียงอย่างเดียว เพราะหลายคนมองว่าระบบยังไม่มีความเสถียรเพียงพอ บางรายสแกนซ้ำหลายครั้งก็ยังไม่ผ่าน ทำให้เสียเวลาและเกิดความเครียด โดยเฉพาะกลุ่มสูงวัยที่อยู่ลำพังกันเพียงสองคน ลูกหลานไม่ได้อยู่ด้วย การใช้งานระบบต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องยากมาก ส่วนใหญ่ระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า“ทุกวันนี้ยังทำไม่ค่อยเป็น ต้องคอยถามคนอื่นตลอด” และอยากให้รัฐบาลปรับระบบให้เหมาะกับคนทุกช่วงวัยมากกว่านี้

นอกจากนี้ ระหว่างการพูดคุย ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังสะท้อนความเห็นเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยหลายคนมองว่า แม้เงินจำนวน 1,000 ต่อเดือน จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอกับค่าครองชีพในปัจจุบัน จึงอยากให้รัฐบาลขยายระยะเวลาการช่วยเหลือเป็น 10 เดือน เหมือนมาตรการในอดีต เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะนำไปซื้อ ข้าวสาร อาหารแห้ง เช่น น้ำปลา กะปิ ปลาร้า เครื่องปรุงรสต่าง ๆ และใช้จ่ายภายในครอบครัว พร้อมกล่าวขอบคุณรัฐบาลที่ยังมีโครงการช่วยเหลือประชาชน แม้จำนวนเงินจะไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย


อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะบ่นถึงความยุ่งยากของระบบ แต่ประชาชนบางส่วนก็ยอมรับว่า มาตรการสแกนใบหน้าและการยืนยันตัวตน อาจมีความจำเป็นในยุคปัจจุบัน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังระบาดหนัก โดยเห็นว่า “ช้าหน่อยแต่ปลอดภัย” แต่ภาครัฐควรเร่งปรับปรุงระบบให้ใช้งานง่าย มีความเสถียร และรองรับผู้สูงอายุได้ดีกว่านี้

ทั้งนี้ จากการสังเกตพบว่า แม้จะมีประชาชนมารอใช้บริการจำนวนมากตั้งแต่ช่วงเช้า แต่กระบวนการสแกนใบหน้าและยืนยันตัวตนยังดำเนินไปค่อนข้างล่าช้า โดยในช่วงแรกมีผู้สามารถดำเนินการสำเร็จเพียงไม่กี่ราย ทำให้หลายคนเริ่มเกิดความกังวลและแสดงความเบื่อหน่ายกับขั้นตอนดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยยังคงเร่งอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศการรอคิวที่ยาวนานตั้งแต่เช้ามืดจนถึงช่วงสายของวันเดียวกัน