สาวอุดรฯ จบชีวิตตัวเองในห้องพักที่เกาหลีใต้ สามีจูงลูกตามหา 2 วันถึงเจอ ญาติเผย เครียดสะสมหลังเป็นหนี้ประมาณ 30 ล้านวอน เนื่องจากไปยืมมาหมุนเวียนในการค้าขาย ถูกทวงหนัก ประจานทางโซเชียล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2569 มีรายงานว่า พบศพสาวไทย อายุ 40 ปี ทราบชื่อต่อมา คือ น.ส.อารีรัตน์ ชาว จ.อุดรธานี เสียชีวิตภายในห้องเช่า ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ หลังจากหายตัวไป 2 วัน จนสามีชาวเกาหลีใต้ จูงลูกสาวออกตามหา โดยมีคนไทยในเกาหลีใต้ที่ทราบข่าว โพสต์ข้อความแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก
ต่อมาช่วงบ่าย วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของ น.ส.อารีรัตน์ ที่ ต.หนองวัวซอ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี พบกับนายอดิเรก อายุ 71 ปี นางบังอร อายุ 62 ปี และ น.ส.อัญชลี อายุ 42 ปี พ่อ แม่ และพี่สาวคนกลางของ น.ส.อารีรัตน์ ผู้ตาย เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
เบื้องต้นทางครอบครัวยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ขณะนี้ทางสามีชาวเกาหลีใต้ของ น.ส.อารีรัตน์ กำลังดำเนินเรื่องทางคดี และกำลังดำเนินเรื่องพิธีการฌาปนกิจศพในวันอังคารที่จะถึงนี้ ครอบครัวทราบข่าวทั้งหมดแล้ว ทุกคนรู้สึกเศร้าต่อการจากไปของ น.ส.อารีรัตน์ เรื่องหนี้สินทางครอบครัวไม่เคยรู้ เพราะผู้ตายไม่เคยบ่นหรือระบายให้ฟัง ทราบว่าทางสามีเขาก็กำลังเดินเรื่องทางคดีอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่รู้ว่าทางคดีจะจบอย่างไร เพราะ น.ส.อารีรัตน์ จบชีวิตตัวเอง เนื่องจากถูกเจ้าหนี้กดดันอย่างหนัก มีการโพสต์ประจานทางเฟซบุ๊ก ก็แล้วแต่ทางสามีเขาจะดำเนินการ ครอบครัวทางนี้ก็ได้แต่รอรับเถ้ากระดูกกลับมาเท่านั้น
ด้านพี่สาวของ น.ส.อารีรัตน์ เล่าว่า วันเกิดเหตุ ลูกสาวของน้อง ซึ่งเป็นลูกครึ่งเกาหลีวัย 13 ปี โทรมาบอกพี่สาวของเขา ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของ น.ส.อารีรัตน์ วัย 21 ปี ที่มีกับชาวสิงคโปร์ บอกว่าแม่จบชีวิตตัวเองในห้องพัก จากนั้นก็ได้แจ้งญาติคนอื่นๆ ตอนแรกทางบ้านที่อุดรฯ ยังไม่มีใครเชื่อ ตนก็โทรกลับไปหาพี่สาวคนโต ที่ทำงานอยู่เกาหลีใต้อีกคนหนึ่ง ให้ช่วยกันตรวจสอบ เพื่อนคนไทยก็ไปดูที่เกิดเหตุ และยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อรู้แล้วพวกตนก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ไม่นึกว่าน้องจะคิดสั้นแบบนี้
...
“น้องสาวไปทำงานต่างประเทศตั้งแต่อายุยังไม่ 20 ปี ไปมาหลายประเทศ ก่อนจะไปเกาหลี ก็ไปทำงานที่สิงคโปร์ จนมีแฟนและได้ลูกสาวคนโตอายุ 21 ปี ตอนนี้ทำงานที่ กทม. น้องสาวไปทำงานเกาหลีประมาณ 15 ปี ตอนแรกไปผิดกฎหมายแล้วถูกจับส่งกลับมา ตอนนั้นเขาก็มีแฟนชาวเกาหลีใต้แล้ว จนแฟนเขาบินมาขอแต่งงานที่บ้านหลังนี้ จดทะเบียนกัน และไปอยู่กับสามีที่นั่น จนได้ลูกสาวคนเล็กอายุ 13 ปี ตอนแรกน้องสาวทำงานโรงงาน จากนั้นก็ไปทำงานร้านสะดวกซื้อ จนรู้ลู่ทางค้าขาย ใช้เวลาว่างซื้อของจากไทยไปเร่ขายตามแคมป์ หรือโรงงานให้คนไทย ขายพวกอาหารแห้งจากไทย สินค้า เครื่องครัว จากไทย โดยมาเช่าห้องพักอยู่ลำพัง ส่วนสามีและลูกสาวอยู่บ้านอีกหลัง ซึ่งอยู่ห่างกันพอสมควร”
น.ส.อัญชลี เล่าอีกว่า เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ครอบครัวจึงสอบถามเพื่อนหรือคนไทยที่นั่น จนรู้ว่าน้องสาวมีปัญหาการเงิน น้องสาวเป็นคนใจดี ค้าขายก็ลด แลก แจก แถม และให้ติดเงินเอาไว้ก่อนได้ เมื่อหลายครั้งก็ทบไปเรื่อยๆ เมื่อไม่มีเงินลงทุน ก็ได้ไปหยิบยืมเงินจากเพื่อนคนไทยที่มีสามีเกาหลีเหมือนกัน ยืมมาหลายครั้งจนเป็นเงินสะสมประมาณ 30 ล้านวอน หรือประมาณ 6 แสนบาท เห็นว่าน้องสาวใช้เงินจนหมดแล้ว แต่เจ้าหนี้ก็คิดดอกเพิ่มจนเป็นเท่าตัว ทำให้เป็นหนี้ไม่จบไม่สิ้น น้องสาวอัดคลิปลงเฟซบุ๊กว่าจะจบชีวิตตัวเอง เจ้าหนี้ก็โพสต์ประจานว่าเป็นหนี้ไม่ใช้ ถ้าจะผูกคอตาย ถ้าไม่ตายอย่าทำมันอายคน
ระหว่างนั้นทราบว่าทางเพื่อนและอดีตเจ้านาย พยายามติดต่อหาทางช่วยเหลือ กำลังจะนำเงินไปชดใช้ให้เขา เพื่อจะได้จบหนี้สิน แต่คนที่จะเอาเงินไปช่วย ติดต่อน้องสาวไม่ได้ ถ้าหากติดต่อกันได้ ช่วยกันเร็วกว่านี้ ก็คงจะไม่เกิดเหตุแบบนี้ขึ้น ที่ผ่านมาน้องสาวไม่เคยบ่นหรือเอาความเครียดมาให้พี่น้องได้รับรู้ เขาจะมีแต่ความสนุก ความสุข มาให้ญาติพี่น้องตลอด แต่ก็รู้ว่าน้องสาวป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาประมาณ 5 – 6 ปีแล้ว น้องสาวเป็นเสาหลักครอบครัว เสียใจจนพูดไม่ออก อยากบอกน้องว่า “ขอให้น้องพบโลกใหม่ที่เขาใจดีกว่านี้”
ด้าน นางบังอร แม่ของผู้ตาย เล่าว่า ลูกสาวเป็นคนสู้ชีวิตทำงานตั้งแต่ยังเล็ก ลูกสาวชอบร้องเพลง ตอนแรกไปทำงานร้องเพลงในตัวเมืองอุดรฯ จนได้ไปกรุงเทพ ไปมาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน สุดท้ายก็ไปทำงานโรงงานที่เกาหลีใต้ เขามีลูกสาว 2 คน ตนก็เลี้ยงดูให้ คนเล็กเลี้ยงตั้งแบเบาะ พอได้ 1 ปี 6 เดือน พ่อเกาหลีก็รับไปเลี้ยงที่นู่น หลานสาวคนโตตอนนี้เรียนจบแล้ว ทำงานที่กรุงเทพ ตั้งแต่ลูกสาวคนนี้ทำงานเขาส่งเงินมาให้พ่อแม่ใช้ทุกเดือนประมาณ 1 – 2 หมื่นบาท เรื่องหลานสาวคนเล็ก ก็คงจะให้อยู่กับพ่อเขา ญาติทางนั้นรักหลานมาก ก็เป็นเรื่องโชคดี ทางนี้ก็ได้แต่รอรับเถ้ากระดูก อยากบอกลูกว่า “ขอให้ไปดีสมสุข เหนื่อยมานานแล้ว ให้เขาไปสบายสักที และไม่มีลางสังหรณ์บอกเหตุร้ายอะไรเลย”