“หลวงปู่สวน ฐิตปญฺโญ” หรือพระครูประดิษฐ์ปัญญาภรณ์ เจ้าคณะตำบลหลักเขต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เกจิดังสายเมตตา มหานิยม ละสังขาร ด้วยอาการปอดอักเสบติดเชื้อและการหายใจล้มเหลว สิริอายุ 77 ปี 57 พรรษา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (8 มี.ค.69) ได้มีคณะสงฆ์ พร้อมศิษยานุศิษย์ และญาติโยมที่เลื่อมใสศรัทธา เดินทางมาเฝ้ารอกราบไหว้ พระครูประดิษฐ์ปัญญาภรณ์ หรือ (หลวงปู่สวน ฐิตปญฺโญ) เจ้าคณะตำบลหลักเขต อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เกจิอาจารย์ชื่อดังสายเมตตา มหานิยม หลังคณะแพทย์โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ได้นำหลวงปู่สวน ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 17 ก.พ.69 ด้วยอาการปอดอักเสบติดเชื้อและการหายใจล้มเหลว โดยมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ ตามลำดับ กลับมายังวัดหนองไผ่ ต.หลักเขต อ.เมืองบุรีรัมย์
ต่อมาเวลา 19.19 น. วันที่ 8 มี.ค.69 หลวงปู่สวน ได้ละสังขารลงอย่างสงบ สิริอายุ 77 ปี 57 พรรษา สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก โดยท่านเป็นที่รู้จักในเรื่องความสมถะ และเป็นพระที่มีความเมตตา และการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนเป็นที่เคารพศรัทธาของชาว จ.บุรีรัมย์ และศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศ ส่วนการประกอบพิธีศพ ทางคณะสงฆ์ กับคณะญาติพี่น้อง ญาติโยม และศิษยานุศิษย์ ก็จะมีปรึกษาหารือและกำหนดการประกอบพิธีทางศาสนาอีกครั้ง
...
ประวัติ “หลวงปู่สวน ฐิตปญฺโญ”
พระครูประดิษฐ์ปัญญาภรณ์ มีนามเดิมว่า สวน กริดรัมย์ เกิดเมื่อวันอังคาร ที่ 23 มี.ค.2491 ที่บ้านเลขที่ 29/1 ม.1 ต.สวายจีก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยท่านเป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนบุตรธิดา 8 คน ของคุณพ่อปาน กริดรัมย์ และคุณแม่น้อย กริดรัมย์ โดยขณะที่ท่านอายุได้ 17 ปี คุณพ่อ คุณแม่ ได้นำท่านเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านหนองปรือ ต.สวายจีก อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
โดยหลวงปู่ท่านได้รับการศึกษาพระธรรมวินัย ฝึกอบรมกิริยามารยาท และศึกษาอักษรขอม จนมีความรู้ ความสามารถ อ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี ต่อมาเมื่อท่านอายุได้ 20 ปี บริบูรณ์ จึงได้รับการเข้าอุปสมบท ณ วัดสร้อยทอง แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร โดยมีพระครูปัญญาโสภิต วัดสร้อยทอง แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูสังวรสมาธิวัตร วัดเพลงวิปัสสนา แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาจัด โกวิโท วัดสร้อยทอง แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เป็นพระอนุสาวนาจารย์
หลวงปู่สวน ท่านสังกัดอยู่ที่วัดสร้อยทอง โดยศึกษาพระธรรมวินัยต่อจนสอบไล่ได้นักธรรมเอก จากสำนักเรียนวัดสร้อยทอง และศึกษาต่อได้พระอภิธรรมชั้นเอก จากสำนักเรียนวัดมหาธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ด้วยจิตใจของท่านที่ชอบสมถะเรียบง่าย สันโดษ ท่านได้ออกธุดงค์นั่งสมาธิภาวนาบำเพ็ญเพียร ตามป่าเขาลำเนาไพร แสวงหาความรู้ จวบจนทุกทิศของประเทศไทย จากเหนือ ใต้ อีสาน และทั่วประเทศ
อีกทั้งหลวงปู่สวน ยังได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและศึกษาวิชาต่าง ๆ เช่น วิชาทางเสน่ห์ เมตตา มหานิยม วิชาแคล้วคลาดปลอดภัย เป็นต้น กับพระครูภาวนาภิมนต์ (หลวงปู่สุข ธมฺมโชโต) วัดโพธิ์ทรายทอง ต.ละหานทราย อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ และได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและศึกษาวิชาต่าง ๆ เช่น วิชาผ้าขาวม้า ผ้ายันต์ ตะกรุด วิชาสะเดาะเคราะห์ เป็นต้น กับพระครูวิมลพุทธิสาร (หลวงปู่มั่ง พุทฺธสโร) วัดบ้านตาแผ้ว ต.หลักเขต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของ จ.บุรีรัมย์ และพระเกจิอาจารย์อีกมากมาย รวมถึงฆราวาส ในด้านวิชาดูตำราดวง วิชาทางเสน่ห์ เมตตา มหานิยม เป็นต้น และอีกหลายท่าน
จากนั้น ได้เดินทางกลับ จ.บุรีรัมย์ ได้พัฒนาวัดวาอารามหลายแห่ง ก่อนจะย้ายมาจำพรรษาและเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองไผ่ ต.หลักเขต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ จนถึงปัจจุบัน โดยท่านได้พัฒนาเสนาสนะภายในวัดมากมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2557 ได้รับการแต่งตั้งพระราชทานสัญญาบัตร พัดยศเป็นเจ้าคณะตำบลชั้นโท (จต.ชท.) ในราชทินนามเดิม
...
โดยเมื่อวันที่ 13 มี.ค.2568 ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะสงฆ์อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เรื่องการเลื่อนสมณศักดิ์ ซึ่งที่ประชุมได้มีการเสนอชื่อหลวงปู่สวน ให้ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ แต่หลวงปู่สวน ขอโอกาสที่ประชุม ของดการเลื่อนสมณศักดิ์ของท่าน ด้วยให้เหตุผลว่าอายุมากแล้วสุขภาพก็ไม่ค่อยดี ขออยู่เป็นพระธรรมดาดีกว่า