ไกล่เกลี่ยกันได้แล้ว "คุณตา-น้องกร" ปมเงินเยียวยา 1.7 ล้านบาท อัยการให้แบ่งกันคนละครึ่ง
จากกรณี ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี ที่ถูกเครนก่อสร้างทางรถไฟรางคู่หล่นทับ บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารในรถไฟเสียชีวิตถึง 30 รายและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก
หนึ่งในผู้เสียชีวิต คือ นางสาวสุพิณนา สัตบุตร อายุ 28 ปี ชาว จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้น จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 1,700,000 บาท โดยโอนเงินทั้งหมดเข้าบัญชีของ นายสำเริง สัตบุตร อายุ 64 ปี พ่อของ นางสาวสุพิณนา ที่เสียชีวิต ทั้งที่ นางสาวสุพิณนา มีทายาทเป็นลูกชายวัย 10 ขวบ ชื่อน้องกร ซึ่งตอนนี้น้องอยู่กับปู่ เนื่องจากพ่อของน้องกร ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่น้องอายุได้เพียง 1 ขวบเท่านั้น ก่อนจะมีการโอนเงินให้น้องกรจำนวน 200,000 บาท โดยอ้างว่าเงินที่เหลือนั้นเอาไปใช้หนี้ให้ลูกสาว และหมดไปกับค่าจัดงานศพ
ล่าสุด วันที่ 6 ก.พ. 2569 นายเอกณรงค์ เฉิดพันธ์ อัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เรียกทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันที่สำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ในวันนี้ โดยการเจรจาใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมง เพราะทั้งฝ่ายปู่และฝ่ายตาของน้องกร ต่างต้องการรับน้องกรไปเลี้ยงเอง สุดท้ายอัยการได้ให้เด็กเป็นคนตัดสินใจโดยน้องกร เลือกจะไปอยู่กับฝ่ายญาติของปู่เพราะเป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก
ทั้งนี้ อัยการยังซักถึงบัญชีค่าใช้จ่ายกับนายสำเริง โดยนายสำเริงได้เอาบัญชีค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาแสดงจากตัวเลขค่าใช้จ่ายที่อัยการได้รับจากนายสำเริง ระบุว่า รายรับทั้งสิ้นเป็นยอดเงิน 1,539,000 บาท มีเงินช่วยเหลือจากบริษัทผู้รับเหมา 150,000 บาท, เงินช่วยเหลือจากการรถไฟ 80,000 บาท, เงินพระราชทาน 20,000 บาท, เงินเยียวยาจากรัฐบาล 1,000,000 บาท, กองทุนยุติธรรม 200,000 บาท, ค่าซองช่วยเหลือในงานศพ 89,000 บาท
ส่วนรายจ่ายได้จ่ายให้กับน้องกร จำนวน 200,000 บาท, ค่าทำงานศพ 5 วัน รวมเป็นเงิน 589,000 บาท, หนี้ผู้ตายนอกระบบ 154,100 บาท, หนี้รถจักรยานยนต์ผู้ตาย 26,375 บาท, หนี้สหกรณ์การเกษตร 60,752 บาท, หนี้เอาที่ดินไปเป็นหลักประกัน 200,000 บาท รวมรายจ่าย 1,230,227 บาท เหลือยอดเงินสุทธิ 769,525 บาท
ทั้งนี้ อัยการให้แบ่งกันคนละครึ่งจะได้คนละ 384,762.50 บาท น้องกรได้รับโอนไปแล้ว 200,000 บาท ที่เหลือนายสำเริงเบิกเงินสดมาจ่ายให้อีก 185,000 บาทจนครบถ้วน ทั้งสองฝ่ายตกลงคุยกันด้วยดี
ทางด้าน นายเอกณรงค์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากอธิบดีอัยการสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์ฯ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทให้เข้ามาไกล่เกลี่ย เบื้องต้นได้มีการคุยกัน 2 ประเด็นหลักคือเกี่ยวกับการเป็นผู้ปกครองตามกฎหมาย เนื่องจากพ่อเด็กได้เสียชีวิตไปนานแล้ว และแม่เพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ จากการพูดคุยเด็กมีความผูกพันกับฝ่ายญาติคุณปู่มากกว่า ซึ่งเด็กมีความต้องการอยากจะอยู่กับฝ่ายญาติปู่ ซึ่งฝ่ายตาก็ไม่คัดค้าน
ประเด็นต่อมาคือเงินเยียวยาของรัฐที่ฝ่ายตาได้รับมาทั้งหมด ซึ่งจากการสอบถามยอดรายรับรายจ่ายจากตาของเด็ก ถึงแม้ตัวเลขอาจจะไม่พิสูจน์ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่วันนี้ได้มีตัวเลขชัดเจนออกมาแล้ว
ทั้งนี้ เงินที่ได้รับจากการเยียวยาไม่ใช่เงินมรดก ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อน แต่ต้องใช้กฎหมายมรดกมาพิจารณา ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วตาเด็กได้จดทะเบียนสมรสกับภรรยา จึงมีสิทธิ์ได้รับเงิน ส่วนเด็กก็เป็นบุตรของผู้เสียชีวิต มีสิทธิ์เท่าเทียมกันคือจะต้องแบ่งกันคนละครึ่ง
อย่างไรก็ตาม ยังจะมีเงินเยียวยาอีกส่วนหนึ่งของการรถไฟประมาณ 260,000 บาท ซึ่งจะต้องแบ่งครึ่งเช่นเดียวกัน ไม่รวมกับที่อัยการจังหวัดนครราชสีมา ที่อยู่ระหว่างการฟ้องเรียกค่าเสียหายกับผู้กระทำความผิดทั้งหมด คือเป็นการชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งหากได้มาเท่าไหร่จะต้องเอามาพิจารณาเช่นเดียวกัน แต่ต้องรอให้คดีสิ้นสุดก่อน.