เจ้าหน้าที่นิมนต์พระ สวดอุทิศส่วนกุศลให้ช้างป่า "สีดอหูพับ" ด้านชาวบ้านใจหาย เล่านาทียืนดูที่ข้างทางได้ยินเสียงร้องก่อนล้มลง ยัน 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มผูกพัน - ปรับวิถีชีวิตอยู่ด้วยกันได้ ขอหน่วยงานเร่งชี้แจงสาเหตุที่แน่ชัด

จากกรณีเมื่อคืนวันที่ 3 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กว่า 200 นาย พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินปฏิบัติการเคลื่อนย้าย "สีดอหูพับ" ช้างป่าเพศผู้จากพื้นที่ จ.ขอนแก่น ไปยังโครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริ อ.ภูหลวง จ.เลย แต่ช้างเกิดล้มในรถบรรทุกในระหว่างเดินทาง ทีมสัตวแพทย์ได้หยุดขบวนและช่วยเหลือทันที แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้ ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น 

ต่อมา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 ก.พ. 69 ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติภูเวียง มีชาวบ้านเดินทางมาสอบถามถึงสาเหตุการตายของช้างป่าหูพับอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในพื้นที่อุทยานฯ แต่อย่างใด

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อุทยานและส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำร่างสีดอหูพับลงจากรถบรรทุกวางที่พื้น จากนั้นได้นิมนต์พระสงฆ์ 4 รูป มาสวดอุทิศส่วนกุศลให้ช้าง โดยทีมสัตวแพทย์จากกองสัตว์ป่า (กลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า) สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ก็ได้เข้าตรวจร่างกายช้างสีดอ

...

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนต่างๆ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง ก็นำร่างสีดอหูพับไปฝังในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งการดำเนินการในทุกขั้นตอนนั้น ไม่มีคนให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน และห้ามสื่อมวลชนเข้าในพื้นที่ที่ทำการอุทยาน หรือจุดที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโดยเด็ดขาด จึงต้องใช้การสังเกตการณ์จากภายนอก

ผู้สื่อข่าวจึงได้โทรศัพท์เพื่อขอสัมภาษณ์ นายสุธรรม วงษ์จันทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเวียง ถึงกรณีที่ช้างสีดอล้มแล้ว แต่นายสุธรรมไม่ตอบ บอกเพียงว่าติดราชการและกำลังประชุมอยู่ที่กรุงเทพฯ จึงยังไม่สามารถตอบอะไรได้ ก็ก่อนตัดสายไป

ต่อมา เวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณนาตาแป ท้ายหมู่บ้านโคกม่วง ต.เวียงเก่า อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นจุดที่มีการดำเนินการเคลื่อนย้ายช้างป่าสีดอหูพับ เมื่อคืนที่ผ่านมา พบร่องรอยการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งรอยตีนช้าง เข็มฉีดยาซึม และหลุมดินที่ใช้สำหรับการขนย้ายช้างขึ้นรถบรรทุกสิบล้อ ซึ่งถูกกลบเรียบร้อยแล้ว

โดยชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่เริ่มยิงยาซึมให้ช้างป่าหูพับ ในเวลาประมาณ 19.30 น. จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการเคลื่อนย้าย โดยเวลาประมาณ 21.00 น. รถแบคโฮและรถบรรทุกสิบล้อได้เข้าพื้นที่ โดยมีการขุดหลุมลึกเพื่อให้รถบรรทุกสิบล้อถอยหลังลงไปอยู่ในระดับเดียวกับพื้นดิน ก่อนที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่จะช่วยกันผลักดันช้างขึ้นรถได้สำเร็จ และเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ในเวลาประมาณ 23.00 น.

ซึ่งระหว่างการขนย้ายไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ช้างป่าสีดอหูพับได้ล้มในพื้นที่ อ.เวียงเก่า โดยอยู่ห่างจากจุดที่มีการยิงยาซึมประมาณ 10 กม. ต่อมาในช่วงเช้าวันเดียวกัน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 ขอนแก่น ได้นิมนต์พระสงฆ์ประกอบพิธีทางศาสนา และพิธีขอขมาช้างป่าหูพับ จากนั้นทีมสัตวแพทย์จะดำเนินการผ่าพิสูจน์ซากเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด ก่อนทำพิธีฝังซากช้างภายในเขตอุทยานแห่งชาติภูเวียง

ด้าน นายสุริยา โวหาร อายุ 42 ปี ชาวบ้านใน อ.เวียงเก่า เปิดเผยว่า ช่วงเวลาที่มีการเคลื่อนย้ายช้างป่า ตนออกมาดูบริเวณหน้าบ้าน เนื่องจากเป็นเส้นทางที่ช้างต้องผ่าน และพบความผิดปกติเมื่อรถบรรทุกสิบล้อจอดอยู่หน้าบ้าน พร้อมได้ยินการพูดคุยกันของผู้ที่อยู่บนรถว่า "ช้างจะไม่ไหวแล้ว" จากนั้นรถได้ขับออกไป ก่อนจะทราบภายหลังว่าช้างมีอาการไม่ไหวในพื้นที่บ้านพ่อหลัด และรถบรรทุกได้ไปจอดดูอาการช้างบริเวณเยื้องโรงพยาบาลเวียงเก่า

นายสุริยา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ช้างป่าเข้ามาหากินในพื้นที่ ชาวบ้านสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตร่วมกับช้างได้ แต่การเคลื่อนย้ายครั้งนี้ กลับทำให้ช้างล้มและเสียชีวิต จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงถึงสาเหตุอย่างชัดเจน

ด้านนางวรรณีย์ อมาตยคง อายุ 69 ปี ชาว อ.เวียงเก่า กล่าวว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ออกมาดูการเคลื่อนย้ายช้างป่าสีดอหูพับ และเมื่อช้างผ่านหน้าบ้านของตนเอง ได้ยินเสียงช้างร้องออกมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะทราบในเวลาต่อมาว่าช้างล้มลง ทำให้รู้สึกใจหายและเสียใจ เช่นเดียวกับชาวบ้านในพื้นที่ และแม้ช่วงนี้จะเป็นฤดูตัดอ้อย ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยบ้าง แต่ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเริ่มผูกพันกับช้างป่า และสามารถปรับวิถีชีวิตอยู่ร่วมกันได้ สิ่งที่ชาวบ้านต้องการในขณะนี้ คือความชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุการล้มของช้าง

...

สำหรับ "สีดอหูพับ" เป็นช้างป่าเพศผู้ อายุประมาณ 15-20 ปี ได้เข้ามาหากินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 และมีประวัติทำร้ายชาวบ้านเสียชีวิตแล้ว 2 ราย เมื่อช่วงปี 2568 ต่อมาอุทยานแห่งชาติภูเวียงจึงได้ขออนุมัติกรมอุทยานฯ เพื่อกำหนดแนวทางและวิธีการเคลื่อนย้ายช้างป่าออกจากพื้นที่