ฮีลใจสุดๆ 3 พี่น้องชาวอเมริกัน เดินทางข้ามทวีป เพื่อตามหาชายชื่อ “นายพูน” ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตครอบครัว สมัยสงครามเวียดนาม ชาวอุบลฯ ช่วยกันค้นหาจนพบว่ายังมีชีวิตอยู่
วันที่ 26 ม.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานเรื่องราวความประทับใจดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2568 มี 3 พี่น้องครอบครัวชาวอเมริกัน ได้แก่ มิสเตอร์ราอูล ลาร์เมียร์บัตแลนด์ 66 ปี มิสลิซ่ารี พาวเวลล์กูลด์ 63 ปี มิสเตอร์มาร์ค เจมส์ บัตแลนด์ อายุ 62 ปี เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานี และเข้าขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าวให้ช่วยตามหา “นายพูน” ไม่ทราบชื่อจริง นามสกุลพงษ์อารีย์ ซึ่งทั้ง 3 คน บอกว่า นายพูนเป็นผู้ที่มีพระคุณและเคยช่วยชีวิตทั้ง 3 คนไว้เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 หรือเมื่อ 54 ปีก่อน
นายมาร์ค เปิดเผยว่า นายเคนเนธ (พ่อของตน) เป็นทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ สมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 ต้องเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตนเองและครอบครัวจึงได้เดินทางมาอยู่ด้วยที่จังหวัดอุบลราชธานี
...
นายมาร์ค เล่าต่ออีกว่า นายเคนเนธ ผู้เป็นพ่อ ได้พบกับนายพูนและครอบครัวที่จังหวัดอุบลราชธานี นายพูนได้ช่วยเหลือครอบครัวของตน หาที่อยู่ให้ ดูแลตนเองและครอบครัวตลอดระยะเวลาที่อยู่จังหวัดอุบลราชธานี นานถึง 13 เดือน ก่อนที่ตนเองและครอบครัวจะเดินทางกลับสหรัฐฯ
นายมาร์ค บอกอีกว่า ครั้งหนึ่งตนเองและครอบครัวได้รับเกียรติให้เป็นแขกในงานแต่งงานที่ สปป.ลาว ตอนนั้นครอบครัวถูกชายชาวเวียดกง เข้ามาหาเรื่องและพยายามใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้ายตนเองและครอบครัว นายพูนได้เข้าไปขวาง ดึงครอบครัวตนออกจากที่เกิดเหตุ ภรรยาของนายพูน ได้พาตนเองและครอบครัวไปหลบซ่อนที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อกลุ่มเวียดกงเหล่านั้นกลับไป นายพูนจึงได้รีบพาตนเองและครอบครัวออกจาก สปป.ลาว ทันที และในตอนเช้ากลุ่มชายชาวเวียดกงก็ยกพวกกลับมาค้นหา เพื่อฆ่าครอบครัวของตน แต่ตนเองได้หนีกลับออกมาได้ก่อน นั่นคือการช่วยชีวิตครั้งแรก
หลังจากกลับมาถึงจังหวัดอุบลราชธานี ตนเองและครอบครัวต้องย้ายบ้านหนีกลุ่มเวียดกงอีกครั้ง เพราะเวียดกงกลุ่มนี้สืบรู้ว่าตนเองและครอบครัวอยู่ที่ไหน นายพูนจึงได้พาครอบครัวของตนไปเช่าบ้านอยู่อีกที่ และเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองอุบลราชธานี นายพูนซึ่งเป็นนักมวยอยู่แล้วได้สอนวิชามวยไทยให้ป้องกันตัว
ต่อมาปี 1972 ตนเองและครอบครัวได้กลับไปประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของนายพูนอีกเลย จากนั้นพ่อและแม่ของตนก็เสียชีวิต ตนเองและพี่น้องทั้ง 3 คน ยังคงรักและคิดถึงนายพูนและครอบครัวเสมอจนเวลาผ่านมา 53 ปี พี่น้องทั้ง 3 คนจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตามหานายพูนและตอบแทนบุญนายพูนกับครอบครัว แต่ตนเองก็คิดว่าเป็นภารกิจที่ยากมาก เพราะนายพูนอาจจะไม่อยู่แล้ว
หลังจากที่รับทราบเรื่องราว ผู้สื่อข่าวได้รวบรวมจิตอาสา และล่ามในการลงพื้นที่สำรวจบ้านเช่าที่เคยอยู่เพื่อหาเบาะแสอยู่ 3 วัน จนทราบข่าวจาก นางสาวพิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ว่านายพูนที่ตามหา ยังมีชีวิตอยู่ขณะนี้อายุ 80 ปี อยู่ที่อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นได้มีการวิดีโอคอลระหว่างนายพูนกับครอบครัวชาวอเมริกันทั้ง 3 คน ทั้งหมดยืนยันว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ตามหา ทั้งหมดดีใจและเดินทางไปพบกับนายพูนที่บ้านพักในจังหวัดศรีสะเกษ
ต่อมา 3 พี่น้องชาวอเมริกันเดินทางไปถึงบ้านพักของนายพูน ต่างคนต่างจำกันได้แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 50 ปี ทุกคนต่างดีใจจนร้องไห้ทั้ง 2 ครอบครัว ทางฝ่ายนายพูนเองได้มีการผูกข้อมือรับขวัญตามประเพณีภาคอีสาน และทั้งสองฝ่ายได้ใช้เวลาพูดคุยกันระยะหนึ่งแล้วแยกย้ายกลับ พร้อมทั้งวางแผนนำตัวนายพูนมาตรวจร่างกายรักษาดวงตาที่เป็นต้อกระจกและหูที่ไม่ค่อยได้ยิน
...
นายมาร์คกล่าวว่า ครอบครัวของตนไม่เคยลืมนายพูน พวกตนจำความเมตตาของนายพูนได้เสมอ ตนเองนับถือเปรียบเสมือนพี่ชายของพ่อ นั่นแหละคือแรงผลักดันของตนที่ตามหา อยากขอบคุณและอยากกลับมาเจอกันอีกครั้ง ตนเองเสียใจที่ปล่อยให้เวลามานานถึง 53 ปี มันเป็นเวลาที่นานมาก แต่พวกตนไม่เคยลืมนายพูนเลย อยากจะขอบคุณชาวอุบลราชธานี ที่ดูแลพวกตนเป็นอย่างดี 53 ปีก่อน ตนเองก็ไม่ลืม นั่นคือปีที่ดีที่สุดในชีวิตของตน
และในการกลับมาครั้งนี้ หลังจากที่ผ่านไป 53 ปี ตนเองไม่รู้เลยว่าจะพบกับสิ่งที่ตามหาหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะต้องคาดหวังอะไร แต่ผู้คนอุบลฯ หัวใจแบบไทย ๆ ที่นี่ยังเหมือนเดิม ตนรู้สึกได้ และตนมั่นใจในความรู้สึกนั้น มันเหมือนครอบครัว มันเหมือนบ้าน
...
พวกเรา 3 พี่น้องรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อคนไทยทุกคนที่ช่วยเราตามหานายพูน เพราะตอนแรกตนเองก็ไม่คิดว่าจะสำเร็จ มันเหมือนการหวังในสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะมันผ่านมานานเหลือเกิน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสะกดนามสกุลของเขาอย่างไร ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช่นามสกุลจริงหรือเปล่า และสุดท้ายเราก็รู้ว่า เราเรียกเขาว่า “พูน” ซึ่งเป็นชื่อเดิม แต่ปัจจุบันเขาใช้ชื่อว่า “ขวัญ” ดังนั้นโอกาสที่จะเจอแทบจะเป็นศูนย์ แต่เราก็โชคดีมากที่สามารถทำได้
นาทีที่ตนทราบว่าเจอนายพูนแล้ว ตอนนั้นตนนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล ขาหัก นายกเทศมนตรีเข้ามา เอาโทรศัพท์มาให้ และในสายคือนายพูน ทันทีที่เห็นหน้าตนรู้เลย นั่นคือนายพูน มันเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์มาก 53 ปีแล้วที่ตนไม่ได้เห็นใบหน้านั้น แต่ฉันจำได้ทันที พี่สาว พี่ชาย ทุกคนรู้ทันที นั่นแหละคือช่วงเวลาที่เราหาเขาเจอ
เขาน่าทึ่งมากจริง ๆ พวกตนได้มีโอกาสเจอกันและได้ตอบแทนบุญคุณนายพูนที่คอยดูแลพวกตนช่วงที่อยู่จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้พวกเราจึงได้พานายพูนมาตรวจร่างกายและรักษาเรื่องการมองเห็น การได้ยินและโรคประจำตัวต่าง ๆ
...
นายพูน เล่าว่าตนเองได้มาเจอกับพ่อของนายมาร์คช่วงที่มาประจำการที่สนามบินอุบลสมัยสงครามเวียดนาม ตอนนั้น ตนเองมีอาชีพปั่นสามล้อรับส่งคน พ่อของนายมาร์คก็ชวนตนเองมาทำงานด้วย เพราะมาร์คและพี่ชาย พี่สาว ตอนนั้นยังเด็ก ตนเองต้องคอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้กิน
ตนเองรู้สึกดีใจภูมิใจมากที่ทั้ง 3 คน ไม่ลืมตน ยังกลับมาตามหาทั้งที่ผ่านไปตั้งหลายสิบปี ไม่คิดไม่ฝันว่าทั้ง 3 คนจะกลับมาตามหา เพราะตนย้ายมาอยู่ที่อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ แต่นายมาร์คและพี่ชายไปตามหาที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสัปดาห์ถึงมาหาเจอกัน ตอนที่เจอกันต่างคนต่างเข้ามากอดกัน ร้องไห้กันหมด ดีใจที่ได้มาเจอ นายพูนบอกอีกว่า ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยตามหา ทำให้ตนและครอบครัวของนายมาร์คได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง