"อาสาสมัครทหารพราน" เข่าทรุด กลับมาจากปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า พบบ้านถูกยกเค้า พระเครื่องเก่าแก่มูลค่ากว่า 1.5 ล้านถูกขโมยขาย พ้อแจ้งความผ่านมา 4 เดือนคดีไม่คืบ แม้รู้ตัวคนร้าย ด้าน ตร.ยันไม่ได้นิ่งนอนใจ

วันที่ 22 มกราคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ่าสิบเอกแดง เติดประโคน อาสาสมัครทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่บ้านโคกงิ้ว ต.บ้านกรวด อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อว่า หลังจากช่วงไปปฏิบัติหน้าที่เป็นแนวหน้าอยู่ สนามรบปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตั้งแต่ช่วงที่มีการสู้รบกับกัมพูชารอบแรก เมื่อเดือน ก.ค. 68 ส่วนภรรยาอพยพไปอยู่บ้านญาติที่ต่างจังหวัด ไม่มีใครอยู่เฝ้าบ้าน แต่พอวันที่ 14 ก.ย. 68 ซึ่งสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สงบลงแล้ว จึงได้ขอลากลับไปดูบ้าน แต่ก็ต้องถึงกับเข่าทรุด เมื่อพบว่าทั้งประตู หน้าต่างถูกงัดได้รับความเสียหาย

ตรวจสอบภายในบ้าน ก็พบว่าทรัพย์สินมีค่า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อาทิ พระเครื่องเก่าแก่ที่เก็บสะสมตั้งแต่รับราชการ ตีเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้าน 5 แสนบาท รวมถึงเตาแก๊ส และของกินที่อยู่ในบ้านก็ถูกขโมยไปเกือบหมด และที่ช้ำใจคือคนร้ายยังอุจจาระทิ้งไว้ในบ้านให้ดูต่างหน้าอีกด้วย จึงได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านกรวด เพื่อให้ช่วยติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี และติดตามทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปคืน

...

นอกจากจะแจ้งความกับตำรวจไว้แล้ว แต่ด้วยความที่กลัวว่าทรัพย์สิน โดยเฉพาะพระเครื่องเก่าแก่ที่ถูกขโมยไป จะไม่ได้กลับคืนมา จึงพยายามติดตามเองในส่วนหนึ่ง โดยไปตระเวนถามตามร้านเช่าบูชาพระเครื่อง ก็ไปพบพระเครื่องของตนเองที่ถูกนำไปขายจริงๆ ซึ่งทางร้านเมื่อทราบว่าเป็นของตนเองก็ให้กลับคืนมาส่วนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้คืน

จากนั้นก็หาข้อมูลว่าใครเป็นคนนำพระเครื่องที่ขโมยไปขาย จนทราบ และมีการซัดทอดไปถึงคนที่งัดบ้าน และเข้าไปขโมยทรัพย์สิน ซึ่งมีทั้งหมด 5 คน ชาย 4 คน หญิง 1 คน เป็นเยาวชนอายุระหว่าง 13 – 17 ปี จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจมานำตัวไปสอบสวน ทั้งหมดก็ยอมรับว่าได้ร่วมกันก่อเหตุจริง โดยเตาแก๊สได้นำไปขายที่ร้าน ซึ่งมีผู้ปกครองของเด็กที่ก่อเหตุพาไปขายด้วย แต่หลังจากแจ้งความ จนถึงปัจจุบันผ่านไปกว่า 4 เดือนแล้ว คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่รู้ว่าจะเอาผิดได้หรือไม่ อย่างไร เพราะผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน แล้วทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปใครจะรับผิดชอบ และผู้ปกครองของเด็กบางคนที่พาเอาทรัพย์สินไปขาย จะต้องมีความผิดหรือรับผิดชอบด้วยหรือไม่

โดยจ่าแดง เล่าด้วยความน้อยใจว่า ตนเองทำหน้าที่ดูแลปกป้องแผ่นดินอยู่แนวหน้า รบกับเขมรมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่กลับต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้

ต่อมา ทีมข่าวได้ไปสอบถามพนักงานสอบสวน สภ.บ้านกรวด ที่เป็นเจ้าของคดี ได้ให้ข้อมูลว่าตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่หลังจากผู้เสียหายมาแจ้งความก็ได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ ไม่สามารถติดต่อได้ จึงยังไม่ได้ประสานไป ส่วนเยาวชนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ก็ต้องมีการสอบปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพเพราะเป็นเด็ก ยืนยันว่าตำรวจดำเนินการตามขั้นตอน และหากมีพยานหลักฐานว่าผู้ปกครองของเด็กคนใดมีส่วนกระทำผิดด้วย ก็จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นกัน

...