เปิดใจ "พลทหารปรียวัฒน์ จงทิพย์" นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดน เผยเหตุผลไม่ย้ายไปรักษาตัวที่ รพ.พระมงกุฎฯ เพราะห่วงครอบครัวที่ต้องเดินทางไกล ยันจะเป็นทหารต่อเพื่อปกป้องอธิปไตย และหาเงินซ่อมแซมบ้านให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น

จากกรณีเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย หนึ่งในนั้น "พลทหารปรียวัฒน์ จงทิพย์" หรือ พลทหารลี่ ที่ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ ถูกส่งตัวมารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ซึ่งได้แจ้งความประสงค์ไม่ขอเดินทางรักษาที่ รพ.พระมงกุฎฯ เพราะห่วงแม่ และน้องอีก 2 คน และอยู่ไกลบ้านกลัวครอบครัวเดินทางไปเยี่ยมลำบาก

โดยล่าสุด วันที่ 8 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านของ พลทหารปรียวัฒน์ จงทิพย์ หรือ พลทหารลี่ ในพื้นที่หมู่ 6 บ้านหนองซำ ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว หลังคาสังกะสีล้อมด้วยไม้ แผ่นยิปซั่ม พื้นปูน ฝาบ้านใช้แผ่นยิปซั่มปิดกั้นไว้ ห้องนอนของพลทหารลี่ ซึ่งถูกต่อเติมออกมาอยู่หน้าประตูเข้าบ้าน ด้านในปูด้วยฟูกที่นอนเก่า พบว่าสภาพบ้านทรุดโทรมมากหลังคามีรอยรั่วทั่วหลัง ห้องครัวทำอาหารด้วยเตาฟืน และถ่าน ห้องน้ำอยู่ด้านนอกตัวบ้าน

...

และได้พบกับ นางอร อินทร์สำราญ อายุ 48 ปี ลูกพี่ลูกน้องของแม่พลทหารลี่ เล่าว่า พลทหารลี่นั้นนิสัยดีเรียบร้อย ชอบช่วยเหลือชาวบ้านใกล้เรือนเคียง และเป็นเสาหลักของบ้าน เมื่อเงินเดือนออก ก็มักจะส่งเงินมาให้แม่ใช้ทุกเดือน ยามที่พลทหารลี่ไม่ได้กลับบ้าน แม่ของพลทหารลี่จะออกไปรับจ้างหารายได้อีกทางวันละ 200-250 บาท ได้งานบ้างไม่ได้งานบ้าง ซึ่งครอบครัวพลทหารลี่ มีพี่น้องอีก 2 คน ซึ่งคนเล็ก 6 ขวบ คนที่ 2 อายุ 15 ปี

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พบกับ น.ส.นวล มหาวงค์ แม่ของพลทหารลี่ เผยว่า พลทหารลี่เป็นเสาหลักของครอบครัว พอทราบข่าวว่าพลทหารลี่ได้รับบาดเจ็บ ตนเสียใจและตกใจมาก รีบมาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และตอนนี้ตนรู้สึกว่าดีใจที่ลูกชายปลอดภัยแล้ว เพราะครอบครัวมีกันอยู่แค่เพียง 4 คนเท่านั้น ตนมีลูกชาย 3 คน พลทหารลี่เป็นคนโต และภูมิใจที่ลูกรับใช้ชาติอย่างเต็มที่ และเป็นส่วนหนึ่งปกป้องอธิปไตยที่ทวงคืนพื้นที่ไทยกลับมาได้

ทั้งยังบอกอีกว่า โทรศัพท์พลทหารลี่เสียหาย เพราะได้รับแรงสะเก็ดระเบิด BM-21 โชคดีที่มีผู้ใจบุญรับอาสาซ่อมให้ เมื่อพลทหารลี่ได้รับเงินเยียวยามา ตนจึงไปซื้อโทรศัพท์มือถือให้ใหม่ เพราะสงสารลูกชายกลัวไม่มีโทรศัพท์ใช้ติดต่องานและตนเอง โทรศัพท์เป็นเพียงสมบัติชิ้นเดียวของลูกชายที่มีค่า ส่วนที่โทรศัพท์ซ่อมเสร็จ ตนก็จะเก็บไว้ให้ใช้อีกเครื่อง ตนอยากฝากไปที่ทหารที่อยู่ตามแนวชายแดนที่คอยเฝ้าปกป้องอธิปไตยพื้นแผ่นดินไทยให้สู้ ๆ "แม่เป็นกำลังใจให้ลูกๆ ทุกคน"

ด้านพลทหารลี่ เล่าว่า ตนนั้นอยากเป็นทหาร ตนจึงได้สมัครทหารเกณฑ์ประจำการอยู่ที่สุรินทร์จะครบ 2 ปีแล้ว ส่วนเหตุการณ์วันที่โดนสะเก็ดระเบิด BM-21 ตกใส่ตน ว่านาทีที่ตนโดนสะเก็ด BM-21 ยิงเข้าใส่นั้น ตนรู้สึกชาขยับร่างกายไม่ได้ และคิดว่าตัวเองน่าจะไม่รอด แต่โชคดีที่เพื่อนทหารนักรบด้วยกัน เข้ามาประคองเอาผ้าอุดเลือดที่ไหลออกคอ เพราะสะเก็ด BM-21 ทะลุจากคอด้านหลังทะลุมาคอด้านหน้า เป็นแผลฉกรรจ์มีเลือดไหลเป็นจำนวนมาก

...

จากนั้นเพื่อนๆ ทหารจึงเร่งนำตนขึ้นเปลและส่งขึ้นเฮลิคอปเตอร์มารักษาตัวที่โรงพยาบาลสุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 จนปัจจุบันนี้ ตนอาการดีขึ้น สอบถามคุณหมอเย็บประมาณ 200 เข็ม เพราะเป็นแผลฉกรรจ์ใหญ่มาก คุณหมอบอกว่าโชคดีที่ไม่โดนหลอดลม แต่ตนต้องยังเข้ารับการผ่าตัดรักษาไทรอยด์เป็นพิษอีก จึงยังไม่ได้กลับบ้าน และเหตุผลที่ตนไม่ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ เพราะตนนั้นเป็นห่วงครอบครัว เป็นห่วงแม่ เป็นห่วงน้อง และไกลบ้าน หากแม่จะต้องไปเยี่ยมตนนั้นต้องเดินทางไกลไม่สะดวก ตนจึงตัดสินใจรักษาอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ เพราะอย่างน้อยแม่ก็จะได้มาหาตนได้ ระยะทางจากบ้านตนอำเภอจอมพระถึงโรงพยาบาลสุรินทร์นั้นไปกลับก็ไม่ถึง 100 กม. หลังจากรักษาตัวเสร็จ ตนได้สมัครทหารนายสิบไว้แล้ว

ตนมีความฝันอยากเป็นทหารต่อไป ถ้าตนได้สมัครเป็นทหารนายสิบ ตนก็จะทำเรื่องกู้เงินเพื่อนำมาซ่อมแซมบ้านให้แม่ตนได้อยู่ดีขึ้น เพราะสภาพบ้านของตนนั้นหลังคารั่ว ฝาบ้านก็ใช้แผ่นยิปซั่มและไม้ต่อเติมไว้ เพราะถ้าหน้าฝนบ้านตนหลังคาก็กันฝนไม่ได้จะรั่วซึมและพื้นจะเปียกทั้งหมด ตนรู้สึกขอบคุณแนวหลังทุกคนที่เป็นกำลังใจให้กับตนและทหารไทยทุกคน สำหรับตนนั้นขอขอบคุณผู้ที่มีจิตเมตตา ช่วยเหลือซ่อมแซมโทรศัพท์สนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้ตน ตนฝากขอบคุณและขอบอกว่าตนจะเป็นทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยแผ่นดินไทยตลอดไป

...