ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ วอนเร่งยุติปัญหาชายแดน ไทย-กัมพูชา ห่วงเศรษฐกิจพังทั้ง 2 ฝ่าย และรอฟังความชัดเจนเรื่องบัตรแรงงาน เชื่อรัฐบาลจะต้องเจรจาเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 นายวิรัตน์ เศรษฐวิพัฒนชัย ประธานหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริเวณอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่ยังไม่มีแนวโน้มจะยุติปัญหาลงในเร็ววัน จนเกิดมาตรการคุมเข้มเปิด-ปิดด่านเป็นเวลาตลอดแนวชายแดนกัมพูชา

ส่งผลให้บรรยากาศการค้าที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม เป็นไปอย่างเงียบเหงา ซึ่งทางภาคเอกชนก็ร่วมสนับสนุนในเรื่องของการปิดด่านช่องจอม ผลกระทบตอนนี้แบ่งเป็น 2-3 ส่วน ส่วนแรกก็คือการค้ารายย่อย ซึ่งอยู่ตามตลาดชายแดนกระทบหนัก เนื่องจากว่าไม่มีการค้าขาย

อีกส่วนหนึ่งก็คือกลุ่มเกษตรกรนำเข้าสินค้าเกษตร อันนี้ก็กระทบเหมือนกัน ไม่ได้นำเข้า อีกกลุ่มก็คือกลุ่มร้านค้าที่ขายวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องอุปโภคต่างๆ เขาก็ได้ผลกระทบ แต่ว่าเขาก็ได้ค้าขายในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์อยู่แล้ว ก็เป็นแค่ว่ารายได้เขาลดลงในส่วนนี้ ซึ่งในความเสียหายถ้าตามมูลค่าเมื่อปีที่แล้ว ตัวเลขการส่งออกเราประมาณ 3 พันล้าน ในส่วนของพื้นที่ชายแดนช่องจอม ถ้าเป็นแบบนี้ก็จะเฉลี่ยประมาณ 200-300 กว่าล้าน ก็ถือว่าเงินตัวนี้ก็หายไปเกือบหมด

...

นายวิรัตน์ กล่าวเพิ่มอีกว่า ส่วนเรื่องของแรงงาน ค่อนข้างผลกระทบชัดเจน เนื่องจากว่าตอนนี้แรงงานกัมพูชาในพื้นที่สุรินทร์และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งบัตรจะหมดอายุภายใน 30 วัน จะต้องข้ามกลับ เพื่อไปต่อบัตรแล้วกลับมาใหม่ แต่ตอนนี้ทางเราสามารถข้ามไปได้ แต่ทางเขาไม่ให้ข้ามกลับมา ฉะนั้นทำให้แรงงานบางส่วนไม่กล้ากลับเข้าไป เพราะว่าถ้ากลับเข้าไปแล้ว กลัวจะกลับเข้ามาอีกไม่ได้ เลยกลายเป็นว่าบัตรหมดอายุมันก็จะโดนค่าปรับประมาณ 500 บาท

ช่วงนี้ก็ทำให้เกิดความสับสน ทั้งผู้ประกอบการและแรงงานว่าจะทำอะไรต่อ ซึ่งตรงนี้ยังไม่มีมาตรการชัดเจน ว่าจะให้ปฏิบัติยังไงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ยังมีชาวกัมพูชาที่ใช้แรงงานทำงานที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่สุรินทร์ และพื้นที่ใกล้เคียงหลายพันคน แต่ก็ยังไม่ได้ความชัดเจน เป็นแรงงานที่เป็นพนักงานร้านอาหาร แรงงานตามโรงงานต่าง ๆ และแรงงานกรรมกรแบกหามส่วนหนึ่ง

ในนามหอการค้าจังหวัดสุรินทร์ ทางเรายินดีปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งฝ่ายความมั่นคงด้วย แต่เราอยากให้มีความชัดเจนในเรื่องของบัตรต่อแรงงานกัมพูชา ซึ่งเข้าใจอยู่ว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่อยากให้เกิด ซึ่งการปฏิบัติแรงงานกัมพูชายังไม่รู้ว่าทำยังไง

แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นชาวกัมพูชา ต้องขาดแคลนสินค้า ขาดโอกาสที่เข้ามารักษาทางการแพทย์ แรงงานที่ข้ามมาฝั่งไทยไม่กล้ากลับประเทศ เพราะไม่มีงานทำ หรือแม้กระทั่งฝั่งไทย ที่ไม่สามารถส่งออกสินค้าได้

อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะต้องเจรจาเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด หากสถานการณ์ยืดเยื้อเป็นปี ตนว่าเศรษฐกิจทั้งเขาและเราก็แย่ทั้งคู่ ไม่มีใครได้ประโยชน์จากเรื่องนี้