ผงะ พบศพปริศนาอยู่ในเตาเผาถ่าน เหลือเพียงกระดูก ลูกชายคาดเป็นพ่อวัย 80 ที่หายออกจากบ้าน ซึ่งเป็นเจ้าของที่ ขณะที่ นอภ.รุดตรวจสอบ พร้อมเตรียมนำส่งตรวจอัตลักษณ์เพื่อพิสูจน์ผู้เสียชีวิต

 

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 3 มี.ค. 67 ร.ต.อ.ทรงฉันท์ สุวรรณโชติ รองสว.สอบสวน สภ.วารินชำราบ รับแจ้งจากศูนย์ 191 อุบลราชธานี มีผู้พบศพถูกเผาอยู่ในเตาถ่านตรงข้าม องค์การบริหารส่วนตำบลสระสมิง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี จึงได้ประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลวารินชำราบ เจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างบูชาธรรม เข้าตรวจสอบ


ที่เกิดเหตุพบรถดับเพลิงและชาวบ้านยืนรอบบริเวณเตาถ่านกลางทุ่งนา ห่างจากองค์การบริหารส่วนตำบลสระสมิงประมาณ 200 เมตร มีรถน้ำดับเพลิงของ อบต.ฉีดน้ำพรมเตาถ่านให้เย็น และมีชาวบ้านช่วยกันขุดกองดินและถ่านออกจนพบกระดูกสะบ้าหัวเข่า กะโหลกศีรษะที่แตกเป็นชิ้น และกระดูกสันหลังมีเนื้อติดยาวประมาณ 1 ฟุต จึงได้เก็บขึ้นมารวบรวมวางไว้บนสังกะสี เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ


สอบถามนายเกษทะณี ปราศจาก อายุ 57 ปี ผู้พบเหตุคนแรก เปิดเผยว่า ศพที่พบคาดว่าจะเป็น นายเลี่ยม ปราศจาก อายุ 80 ปี ผู้เป็นพ่อ ที่หายออกจากบ้านตั้งแต่เช้าของวันนี้แล้วไม่สามารถติดต่อได้ ตนได้ออกตามหาในหมู่บ้านทราบว่า พ่อจะออกมาเปิดเตาถ่านที่เผาไว้ จึงโทรหาแต่ก็ไม่รับสายตนจึงได้ออกมาดูที่ทุ่งนาพบเพียงมือถือของพ่อห้อยไว้ที่ต้นไม้ และมีไฟลุกไหม้บริเวณเตาถ่านอย่างรุนแรงจนไหม้หลังคาที่ใช้บังเตาเผาถ่าน เมื่อตนเห็นว่ามีไฟไหม้ในเตาเผาถ่านที่ปิดมานานกว่า 10 วัน จึงคาดว่านายเลี่ยมอาจจะอยู่ในเตาจึงได้โทรแจ้งผู้ใหญ่บ้านและขอรถน้ำจาก อบต.มาช่วยดับ เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 40 นาที จึงสามารถดับกองถ่านได้สงบและพบชิ้นส่วนกระดูกอยู่ในเตาเผาถ่านดังกล่าว ตนจึงเชื่อว่ากระดูกที่พบน่าจะเป็นนายเลี่ยมที่หายไป


ด้านนายอุดมศักดิ์ นวลศิริ นายอำเภอวารินชำราบ เดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าชาวบ้านมีความประสงค์ที่จะขอนำชิ้นส่วนที่เชื่อว่าเป็นนายเลี่ยมไปบำเพ็ญกุศลโดยไม่นำเข้าชันสูตรที่แผนกนิติเวช จึงได้ให้คำแนะนำว่า ต้องนำชิ้นส่วนที่พบไปตรวจพิสูจน์ให้ทราบชัดเจนว่าเป็นกระดูก นายเลี่ยม จริงหรือไม่ เพราะจะต้องมีเอกสารยืนยันการรับรองการตายเพื่อแจ้งการตายกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน ทั้งนี้ชิ้นส่วนที่พบไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้อาจจะเกิดความผิดพลาดในภายหลัง แต่ทั้งนี้หากญาติมั่นใจว่าเป็นนายเลี่ยมสามารถนำชิ้นส่วนที่ไม่ได้ส่งตรวจนำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีได้ไม่ขัดข้อง 


ขณะที่แพทย์ เผยว่า การตรวจอัตลักษณ์บุคคลนั้นต้องส่งไปที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เป็นผู้ตรวจสอบ เพราะขีดความสามารถที่จังหวัดอุบลราชธานีไม่สามารถดำเนินการได้และไม่มีอำนาจในการตรวจสอบดังกล่าว