"นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี" ชี้แจงปม "เด็กหญิง 13" ปวดขาเสียชีวิต แต่จากการสรุปประวัติอาการผลเลือดทั้งหมด พบเสียชีวิตจากโรค "โรคฉี่หนู" พร้อมย้ำข้อแนะนำให้ประชาชนในการป้องกันโรค
จากกรณี นางนันทพร สิงหธรรม อายุ 32 ปี ชาวบ้านสำโรง ต.ตาลสุม อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี โวยโรงพยาบาลรักษาลูกสาวอายุ 13 ปี ปวดขาจนต้องไปพบแพทย์ แต่สุดท้ายตรวจพบมีเกล็ดเลือดต่ำจนเกิดอาการช็อกเกร็งเสียชีวิต โดยอยากให้หมอชี้แจงสาเหตุที่ลูกเสียชีวิต เพราะก่อนหน้ายังมีอาการดีๆ ไม่มีโรคประจำตัว
ต่อมา เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 30 มิ.ย. นางนันทพร พร้อมด้วยสามี เดินทางไปยังกลุ่มงานกฎหมายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อร้องเรียนให้ตรวจสอบมาตรฐานของแพทย์พยาบาลที่ทำการรักษา ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ โดยทางเจ้าหน้าที่กลุ่มงานกฎหมาย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ได้มีการสอบถามเหตุการณ์และทำบันทึกคำร้องทุกข์ของนางนันทพร เพื่อนำเสนอผู้บังคับบัญชาในการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากพบว่ามีการกระทำผิดก็จะดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนเรื่องการเยียวยานั้น จะประสานโรงพยาบาลในพื้นที่ เข้าอำนวยความสะดวกในการยื่นเรื่องขอรับการเยียวยาตามมาตรา 41
ต่อมาในวันเดียวกัน นายแพทย์ธีระพงษ์ แก้วภมร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของ เด็กหญิงวัย 13 ว่า ตั้งแต่เริ่มต้นเด็กหญิงมารับการรักษาที่โรงพยาบาลตาลสุม ด้วยอาการปวดขา ทางแพทย์ได้ทำการซักประวัติเบื้องต้นทราบว่า มีการสอบในวิชายืดหยุ่นที่โรงเรียนแล้วเกิดอาการปวดขา แต่จากการตรวจวัดสัญญาณชีพพบว่า ชีพจรและความดันสูงผิดปกติ มีไข้ 39.5 มีจ้ำเลือดที่ขา ฉี่ไม่ออก
...
จากนั้น จึงได้ทำการเจาะเลือดแสดงผลออกมาว่า เด็กหญิงมีเกล็ดเลือดเหลือ 4 หมื่น จากปกติประมาณ 1 แสน เม็ดเลือดขาวสูง บ่งบอกของการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจจะเกิดจากสาเหตุใดก็ได้ แพทย์ให้ยาฆ่าเชื้อแบบคลุมไว้เป็นการเบื้องต้น พร้อมทั้งประสานส่งตัวไปยังโรงพยาบาล 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้
เมื่อเด็กหญิงมาถึงโรงพยาบาล 50 พรรษาฯ ได้มีการตรวจรักษาตามขั้นตอน ในขณะนั้นอาการของเด็กหญิงแย่ลงจนถึงมีการปั๊มหัวใจช่วยชีวิต และเสียชีวิตในเวลาต่อมา จากการตรวจสอบประวัติย้อนหลัง พบว่ามีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดบริเวณ ขา แขน ไตวาย ผลเลือดผิดปกติ ทำให้นึกถึงโรคฉี่หนู แต่การวินิจฉัยโรคที่ชัดเจนจะต้องส่งเลือดตรวจแบบ PCR แต่สำหรับเด็กหญิงไม่ได้มีการส่งตรวจ เพราะขณะนั้นน้องมีอาการแย่ลงต้องทำการช่วยชีวิตและเสียชีวิตในที่สุด
นายแพทย์ธีระพงษ์ กล่าวอีกว่า เรื่องประวัติที่มีการให้เรื่องของการสอบการยืดหยุ่นของร่างกายแล้วปวดขา ทำให้ยังไม่มีการนึกถึงเรื่องของโรคฉี่หนู แต่ด้วยอาการไข้ ปวดขา ผลเลือดที่ผิดปกติทำให้มั่นใจว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือดแน่นอน ทางโรงพยาบาลต้นทางจึงได้ให้ยาฆ่าเชื้อคลุมไว้ก่อนรวมทั้งโรคฉี่หนู จากการสรุปทั้งประวัติอาการผลเลือดทั้งหมด เด็กหญิงเสียชีวิตจากโรคฉี่หนู
สำหรับสถานการณ์โรคฉี่หนู หรือเลปโตสไปโรซีส ในจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-30 มิถุนายน 2566 ประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยโรคเลปโตสไปโรซีส 1,265 ราย เสียชีวิต 12 ราย (อัตราป่วย 1.9 ต่อประชากรแสนคน) จังหวัดอุบลราชธานี พบผู้ป่วย 36 ราย ยังไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิต คิดเป็นอัตราป่วย 1.9 ต่อประชากรแสนคน โดยในปี 2565 พบผู้ป่วย 299 ราย เสียชีวิต 1 ราย ในช่วงน้ำท่วมเดือนตุลาคม 2565
ส่วนในปี 2566 อำเภอที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือ ม่วงสามสิบ 11 ราย, สำโรง 8 ราย, เขื่องใน 4 ราย ส่วนอำเภอตาลสุมยังไม่มีรายงานผู้ป่วย กลุ่มอายุที่ป่วยมากสุดคือ กลุ่ม 20-50 ปี คิดเป็นร้อยละ 76 รองลงมาคือกลุ่ม 51-65 ปี ร้อยละ 15 ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากการสัมผัสน้ำในทุ่งนาที่ไร่สวน ไม่สวมรองเท้าบูต ซึ่งข้อแนะนำประชาชนในการป้องกันโรค มีดังนี้
1. แนะนำให้สวมรองเท้าบูตทุกครั้ง เมื่อลงทำนา ไปไร่สวน ป้องกันการติดเชื้อ
2. หลังลงแช่น้ำในทุ่งนา ให้รีบอาบน้ำ ฟอกสบู่ทันที หากมีบาดแผลให้ปิดแผลก่อนลงสัมผัสน้ำ
3. หากมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องขา ให้รีบพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจรักษา ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง.