ชาวนาที่ อ.พิมาย แห่ทำนาปรังในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยอาศัยน้ำจากบ่อกลางทุ่ง แม้จะทำนาได้ไม่มากนัก เหตุปีที่ผ่านมาข้าวนาปีถูกน้ำท่วมเสียหายหนัก ผลผลิตได้ไม่มากไม่พอกิน ไม่พอขายหาเงินทำทุน

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ชาวนาหลายรายแห่ทำนาปรัง หลังจากปีที่ผ่านมาถูกน้ำท่วมนาเสียหายอย่างหนัก ผลผลิตลดลง ข้าวไม่พอกินไม่พอขาย จึงตัดสินใจทำนาปรัง โดยอาศัยน้ำจากบ่อน้ำในแปลงนาเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่ามีชาวนาจำนวนไม่น้อยที่อยู่นอกเขตชลประทาน ทำนาปรังโดยอาศัยสูบดึงน้ำจากบ่อน้ำที่มีกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ในแปลงนา นำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าว โดยแต่ละรายทำนาปรังได้ไม่มากนัก เนื่องจากเกรงว่าปริมาณน้ำในบ่อจะมีไม่เพียงพอ

จากการสอบถาม นายย้อย หลงพิมาย อายุ 68 ปี ชาวนาบ้านตาล หมู่ที่ 9 ต.สัมฤทธิ์ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมานาข้าวถูกน้ำท่วมเสียหายรุนแรง กระทบต่อการทำนาปีเป็นอย่างมาก ซึ่งตนมีที่นากว่า 80 ไร่ สามารถปลูกข้าวนาปีในปีที่ผ่านมาได้แค่ 8 ตันเศษเท่านั้น จึงต้องเก็บไว้กินและเก็บไว้เป็นพันธุ์เพาะปลูกในปีต่อไปทั้งหมด ไม่ได้เงินจากการขายข้าวแม้แต่บาทเดียว ส่วนค่าปุ๋ย ค่าไถนา ต้องหาเงินจากที่อื่นมาใช้จ่ายแทน ถือว่าน้ำท่วมในปีที่ผ่านสร้างความเดือดร้อนให้อย่างมาก

...

ชาวนาบ้านตาล อ.พิมาย กล่าวอีกว่า ที่ตัดสินใจทำนาปรังทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเขตชลประทาน ต้องอาศัยน้ำจากบ่อ 1 บ่อที่มีอยู่ในที่นา เพาะปลูกข้าวนาปรัง เลือกปลูกในแปลงนาที่อยู่ใกล้ๆ กับบ่อน้ำ ทำเพียง 10 ไร่เศษให้พอเหมาะกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ ลงทุนทำประมาณ 1-2 หมื่นบาท ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจากบ่อไปลงใส่นาข้าวเป็นระยะ และใส่ปุ๋ยให้เจริญงอกงาม คาดว่าจะได้ผลผลิตกว่า 4 ตันเศษ

นายย้อย กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับทำนาปีบนพื้นที่ 80 ไร่ที่ต้องลงทุนนับแสนบาท แต่ได้ผลผลิตเพียงเล็กน้อย ก็เชื่อว่าการทำนาปรังโดยใช้น้ำจากบ่อน้ำในแปลงนา น่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าทำนาปีที่เสี่ยงจะถูกน้ำท่วมเป็นประจำทุกๆ ปี.