สสจ.บุรีรัมย์ ยื่นมือเป็นตัวกลางระหว่างคลินิกและญาติสาววัย 32 ปี ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อ หลังผ่าเอาศพทารก 8 เดือน ซึ่งตายในครรภ์หลายวัน แต่หมอไม่รู้ ชี้เคสนี้เป็นกรณีศึกษา ด้านสามียังคาใจยอมเสียเงิน "ฝากครรภ์พิเศษ" หวังภรรยาได้รับการดูอย่างดี ผลกลับตรงกันข้าม

วันที่ 9 ก.พ. 66 ความคืบหน้ากรณี น.ส.จิณัฐตา หรือตุ๊กติ๊ก วุฒิวงศ์ อายุ 32 ปี ชาว ต.บ้านบัว อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ พนักงานรับจ้างเทศบาลตำบลบ้านบัว เสียชีวิตไล่เลี่ยกันกับลูกชายในครรภ์อายุ 8 เดือน เมื่อวันที่ 6 และ 7 ก.พ. ที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ สาเหตุจากแพทย์คลินิกที่ไปฝากครรภ์ตรวจแล้วระบุลูกในท้องมีปัญหาไม่ดิ้น และหลังจากผ่าตัดออกมาพบว่าทารกเสียชีวิตในครรภ์นานหลายวันแล้ว ก่อนที่แม่จะเสียชีวิตไปอีกคนจากภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียใจให้กับ นายอภิเชษฐ์ พยึดรัมย์ อายุ 29 ปี สามีผู้เสียชีวิต และนางจิตร์ วุฒิวงศ์ อายุ 56 ปี เป็นอย่างมาก เพราะทั้งสองตั้งใจอยากจะให้ลูกและหลานในท้องมีความสมบูรณ์แข็งแรงทั้งในครรภ์และหลังคลอด ถึงขั้นยอมจ่ายเงินที่แพงกว่า ไป “ฝากครรภ์พิเศษ”

โดย นายอภิเชษฐ์ พยึดรัมย์ อายุ 29 ปี สามีผู้เสียชีวิต กล่าวว่า อยากจะให้ภรรยาและลูกในท้องสมบูรณ์ จึงไปฝากครรภ์พิเศษกับคลินิกหมอเฉพาะทางในตัวเมืองบุรีรัมย์ ตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน ไปพบหมอที่คลินิกทุกครั้งที่หมอนัด โดยจะเสียค่าใช้จ่ายครั้งละ 900-1,200 บาท

ช่วงอายุครรภ์ภรรยาได้ 6-7 เดือน จะไปหาหมอที่คลินิกบ่อยขึ้น เพราะภรรยามีอาการผิดปกติ หมอคลินิกให้ยามากินเป็นประจำ แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมาไปพบหมอตามนัด โดยหมอแจ้งว่า “เด็กไม่ค่อยดิ้น” แล้วส่งตัวไปที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ หมอให้น้ำเกลือแล้วกลับบ้าน

ต่อมาภรรยามีผื่นขึ้นตามตัว มีไข้อ่อนๆ จึงไปพบหมอที่คลินิกอีก หมอได้ให้ยาแก้ไข้มากิน แต่กินแล้วอาการไม่ดีขึ้น จนกระทั่งคืนวันที่ 6 ก.พ. มีอาการปวดท้องจึงตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์

"หลังจากหมอตรวจอาการได้ส่งตัวภรรยาเข้าห้องผ่าตัด เพื่อผ่าเอาลูกในท้องออก เนื่องจากลูกชายที่อยู่ในท้องเสียชีวิตมาแล้วหลายวัน ต่อมาอาการภรรยาทรุดหนัก สุดท้ายหมอแจ้งว่าติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้ไตวายเฉียบพลัน และเสียชีวิตในวันที่ 7 ก.พ. ถึงเวลานี้ยังติดใจเรื่องการฝากท้องพิเศษ ว่าหมอเขามีขั้นตอนในการดูแลคนไข้อย่างไร โดยเฉพาะอาการของแม่ที่มาฝากครรภ์"

ด้านนางจิตร์ วุฒิวงศ์ อายุ 56 ปี แม่ผู้เสียชีวิต บอกว่า รู้สึกเสียใจที่ลูกสาวต้องมาเสียชีวิตเหมือนกับคนในสมัยที่การแพทย์ไม่เจริญ ทั้งที่เลือกจ่ายสิ่งที่แพงกว่าเพื่ออยากได้การดูแลและสุขภาพที่ดีกลับมา แต่สุดท้ายกลายเป็นการสูญเสีย จึงอยากจะเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ

ล่าสุด นายแพทย์พิเชษฐ์ พืดขุนทด สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นความผิดของใคร เพราะการรักษาเป็นไปตามขั้นตอน แต่เบื้องต้นจะประสานเจ้าของคลินิกหาทางเยียวยาผู้เสียหายเพื่อบรรเทาความสูญเสียก่อน

ทั้งนี้ กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ และบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้เป็นแม่มือใหม่ ควรจะสังเกตความผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากมีความผิดปกติต้องไปพบแพทย์ในทันที เพื่อป้องกันความสูญเสียที่ไม่คาดคิดเหมือนกรณีนี้.