ชาวบ้านบ้านโนนงิ้ว จัดงานบุญประทายข้าวเปลือก เป็นงานบุญเดือนยี่ หลังจากหมดฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแล้วสืบสานประเพณีโบราณ ที่เกี่ยวข้องกับทางพุทธศาสนา โดยจะทำข้าวจี่ยัดไส้ก้อนน้ำอ้อย ใส่บาตรถวายพระ

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2566 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้เดินทางไปที่บ้านโนนงิ้ว ตำบลหนองสนิท อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ไปพบ นางเพียง ทองบุญเรือง อายุ 66 ปี ชาวบ้าน หมู่ที่ 4 บ้านโนนงิ้ว ตำบลหนองสนิท อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ที่กำลังย่างข้าวเหนียวที่ปั้นเป็นลักษณะกลม จากนั้นทาไข่บริเวณข้าวเหนียวจนเป็นสีเหลือง และเอาน้ำอ้อยที่เป็นก้อนใส่ในข้าวเหนียว ชาวบ้านเรียกกันว่าข้าวจี่ เป็นพิธีการโบราณสมัยเก่าที่ชาวบ้านสืบสานวัฒนธรรมต่อกันมายาวนาน

สำหรับงานบุญประทายข้าวเปลือก งานบุญประเพณีบุญกองข้าว หรือ บุญคูณลาน หรือ กุ้มข้าวใหญ่ ถือเป็นประเพณีโบราณบุญเดือนยี่ หรือฮีตที่ 2 ตามประเพณีโบราณฮีตสิบสองคองสิบสี่ (คือ จารีตประเพณีที่ประชาชนนำมาปฏิบัติประจำเดือน ทั้ง 12 เดือนในรอบปีเป็นประเพณีการทำบุญประจำเดือนที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา โดยจะนับเดือนตามจันทรคติ นั่นคือ เดือนยี่ จะเป็นบุญคูณลาน หรือ บุญประทายข้าวเปลือก) อันเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาช้านานของชาวภาคอีสาน กล่าวคือ เมื่อหลังจากหมดฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เมื่อนวดข้าวเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะกองเมล็ดข้าวไว้ในลานนวดข้าว เป็นรูปกรวยคว่ำ ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "กุ้มข้าว”

...

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พบกับชาวบ้านโนนงิ้ว ออกมาหาซื้อ ดอกไม้ ผลไม้ อยู่ศูนย์สาธิตการตลาดในหมู่บ้าน และเพื่อจะนำไปบูชาหิ้งพระ พระแม่ธรณี ในบ้านของตัวเองก่อน จากนั้นก็จะพากันทยอยเดินทางไปที่วัดในหมู่บ้านของตัวเองคือ บ้านโนนงิ้ว ที่มีชาวบ้านมากมายมาร่วมตัวกัน พร้อมนำกับข้าว อาหาร ข้าวจี่ มาร่วมกัน ส่วนข้าวเปลือกบางคนก็นำมาตั้งแต่เมื่อวาน ในเช้าวันนี้ก็มี พอพระภิกษุสงฆ์เดินทางมาถึงพิธีทางศาสนาก็เริ่มขึ้น

มูลเหตุจากความเชื่อทางพุทธศาสนา เนื่องมาจากสมัยพุทธกาล มีนางทาสชื่อปุณณทาสี ได้นําแป้ง ข้าวจี่ (แป้งทําขนมจีน) ไปถวายพระพุทธเจ้า แต่จิตใจของนางคิดว่า ขนมแป้งข้าวจี่เป็นขนมของผู้ต่ำต้อย พระพุทธเจ้าคงไม่ฉัน ซึ่งพระพุทธเจ้าหยั่งรู้จิตใจนาง จึงทรงฉันแป้งข้าวจี่ ทําให้ นางปิติดีใจ ชาวอีสานจึงเอาแบบอย่างและพากันทําแป้งข้าวจี่ถวายพระมาตลอด อีกทั้งเนื่องจากในเดือนสามอากาศของภูมิภาคอีสานกําลังอยู่ในฤดูหนาว ในตอนเช้าผู้คนจะใช้ฟืนก่อไฟ ผิงแก้หนาวชาวบ้านจะเขี่ยเอาถ่านออกมาไว้ด้านหนึ่งของกองไฟ แล้วนําข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนกลม โรยเกลือวางลงบนถ่านไฟแดงๆ นั้นเรียกว่า ข้าวจี่ ซึ่งมีกลิ่นหอม ผิวเกรียมกรอบน่ารับประทานทําให้นึกถึงพระภิกษุสงฆ์ ผู้บวชอยู่วัดอยากให้ได้รับประทานบ้าง จึงเกิดการทําบุญข้าวจี่ขึ้น ดังมีคํากล่าวว่า "เดือนสามค้อย เจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่ ข้าวจี่บ่มีน้ำอ้อย จัวน้อยเช็ดน้ำตา" (พอถึงปลาย เดือนสามภิกษุก็คอยปั้นข้าวจี่ ถ้าข้าวจี่ไม่มีน้ำอ้อยยัดไส้ เณรน้อยเช็ดน้ำตา)

...

พอถึงวัดนัดหมายทําบุญข้าวจี่ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจะจัดเตรียมข้าวจี่ตั้งแต่ตอนย่ำรุ่งของวันนั้น เพื่อให้ข้าวจี่สุกทันใส่บาตรจังหัน นอกจาก ข้าวจี่แล้วก็จะนํา "ข้าวเขียบ" (ข้าวเกรียบ) ทั้งที่ยังไม่ย่างเพื่อให้พระเณรย่างกินเองและที่ย่างไฟจนโป่งพองใส่ถาดไปด้วย พร้อมจัดอาหารคาว ไปถวายพระที่วัด ข้าวจี่บางก้อนผู้ เป็นเจ้าของได้ยัดไส้ด้วยน้ำอ้อย แล้วทาด้วยไข่ เพื่อให้เกิดรสหวานหอมชวนรับประทาน ครั้นถึงหอแจกหรือ ศาลาโรงธรรมพระภิกษุสามเณรทั้งหมดในวัดจะลงศาลาที่ญาติโยมที่มารวมกันอยู่บนศาลาก่อน แล้วประธานในพิธีเป็นผู้อาราธนาศีล พระภิกษุให้ศีล ญาติโยมรับศีล แล้วกล่าวคําถวายข้าวจี่ จากนั้นก็จะนํา ข้าวจี่ใส่บาตรพระ ซึ่งตั้งเรียงไว้เป็นแถวเท่าจํานวนพระเณร พร้อมกับถวายปิ่นโต สํารับกับข้าวคาวหวาน เมื่อพระฉันจังหันเทศน์เสร็จแล้วก็ให้พร ญาติโยมรับพรเป็นเสร็จพิธี

...

จากนั้นชาวบ้านก็พากัน แย่งกันเอาข้าวจี่ ที่นำไปให้หลวงพ่อ เจ้าอาวาสทำพิธีสมัยเก่าก่อน เรียกว่าปลุกเสก ข้าวจี่นี้เปรียบเสมือนของดีที่ชาวบ้านใครที่นำไป รับประทานก็จะเชื่อว่ามีแต่สิ่งที่ดีงามเข้ามา มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน.