"มนัญญา" ตรวจเยี่ยม ศวพ.อุดรฯ วิจัยปาล์มน้ำมันหนุนเศรษฐกิจเกษตร ย้ำวิจัยพืชต้องตอบโจทย์ตลาดควบคู่งานวิชาการเกษตร

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.65 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทำงานที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี (ศวพ.อุดรธานี) กรมวิชาการเกษตร นั้น ได้ให้นโยบายว่างานวิจัยต้องตอบโจทย์ความต้องการใช้ของประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เป็นหลัก ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาด้านวิชาการของกรมที่เล็งเห็นว่าในพื้นที่มีพืชใดที่เหมาะสม ให้ผลตอบแทนสูง การป้องกันแมลงศัตรูพืชและปุ๋ยที่เหมาะสมกับชนิดพืชเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับการผลิตไปสู่ตลาดคุณภาพและการส่งออกให้ได้เร็วที่สุดโดยกรมต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับประชาชนเพื่อให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

สำหรับงานวิจัยที่สำคัญของ ศวพ.อุดรฯ ดำเนินการสำคัญๆ คือ มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ถั่วลิสงและบัวหลวง โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันเป็นพืชสร้างรายได้ให้เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและบริเวณจังหวัดริมแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบัน ศวพ.อุดรฯ มีโครงการทดสอบและพัฒนาพืชพลังงานเพื่อผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล โดยนำพันธุ์ปาล์มน้ำมันของกรมฯ ทั้ง 6 พันธุ์คือ พันธุ์สุราษฎร์ธานี 1-6 มาทดสอบปลูกเปรียบเทียบผลผลิตตั้งแต่ปี 2547-57 จนพบว่าพันธุ์สุราษฎร์ 1, 2, 5 ให้ผลผลิตดี และในปี 62-64 มีการวิจัยและขยายผลนวัตกรรมการผลิตปาล์มน้ำมันด้วยการจัดการที่เหมาะสมยกระดับผลผลิต โดยการจัดการสวนที่เหมาะสมระดับชุมชน ดำเนินการใน 1 ชุมชนต้นแบบ 20 แปลงรวม 100 ไร่ โดย ศวพ.จะแนะนำการปลูกทุกขั้นตอน ส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจาก 2.04 ตันต่อไร่ เป็น 2.43 ตันต่อไร่ บางไร่สูงถึง 3.42 ตันต่อไร่ เฉลี่ยให้ผลผลิตสูงขึ้นร้อยละ 19-37 ต่อไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิประมาณ 7,272 บาทต่อไร่ (ราคาผลปาล์มราคา 5 บาทต่อ กก.) หรือ 13,817 บาทต่อไร่ เมื่อราคา กก.ละ 9 บาท 

"จะเห็นว่าการปลูกพืชเมื่อมีพันธุ์ดีและการแนะนำการปลูกตามหลักวิชาการจะให้ผลผลิตที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น อันนี้คือเป้าหมายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่ง กวก.ต้องนำผลงานที่ดีๆ แบบนี้ออกมาแสดงให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงสวนปาล์มหรือสวนเกษตรกรของตนเอง รวมถึงพืชอื่นๆ" นางสาวมนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า เกษตรกรใน จ.อุดรฯ ยังมีการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เบอร์ 4 และมะม่วงฟ้าลั่นเพื่อส่งออกเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูก 8,000 ไร่ ผลผลิต 6 พันตันต่อปี ได้รับการรับรองแปลงการผลิตที่ดีหรือ GAP จำนวน 201 แปลง จำนวน 1,945 ไร่ ซึ่งปี 2564 ส่งออกได้ถึง 1,800 ตัน หรือร้อยละ 30 ของผลผลิต โดยตลาดส่งออก อาทิ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน ลาว เวียดนาม แต่ยังมีปัญหาเพลี้ยไฟที่เป็นแมลงศัตรูพืช และการใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่เหมาะสม ซึ่งได้กำชับให้ ศวพ.อุดรฯ ให้ดูแลเกษตรกรในประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด และให้ส่งเสริมเกษตรกรเข้าสู่ระบบ GAP เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมการปลูกนอกฤดู และการปลูกตามแนวทางของแปลงเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm) ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า นอกจากงานวิจัยแล้ว ล่าสุดกรมมีนโยบายที่จะให้นำสวนยางพารา ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นเข้าโครงการคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราอีกทางหนึ่ง เบื้องต้นได้หารือกับ ศวพ.หนองคาย ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยาง 69,588 ไร่ เพื่อหาแนวทางที่จะนำพื้นที่สวนยางพาราในจังหวัดเข้าโครงการ.