เพี้ยนสุด หลุดโลก พระบิดาโจเซฟ ให้สาวกกินอึรักษาโรค ศพเต็มอาศรม (คลิป)

ข่าว

เพี้ยนสุด หลุดโลก พระบิดาโจเซฟ ให้สาวกกินอึรักษาโรค ศพเต็มอาศรม (คลิป)

ไทยรัฐออนไลน์

9 พ.ค. 2565 11:34 น.

บันทึก

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เรื่องราวความสยดสยองและชวนอ้วก ได้บังเกิดขึ้นอีกครั้งในสังคมไทย!

นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือ หมอปลา พร้อมสื่อมวลชนหลายสำนัก และ พ.ต.อ.วัฒนชัย จันทาทุม ผกก.สภ.คอนสาร เข้าตรวจสอบสำนักปฏิบัติธรรมปลัดที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลดงกลาง อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ

พบ ชายผมขาว รายล้อมด้วยลูกศิษย์

ทั้งนี้ ได้มีหญิงรายหนึ่ง ร้องเรียนว่ามีการกักขังผู้มาปฏิบัติธรรมและรักษาโรคโดยวิธีแปลกประหลาดไม่ถูกสุขลักษณะ พบอาคารเป็นกระต๊อบไม้ชั้นเดียวมุงด้วยใบหญ้าคาภายในมีข้าวของวางสุมกองไว้ และชายหญิงตั้งแต่วัยกลางคนไปถึงผู้สูงอายุราว 30 คน นั่งรายล้อมชายชราผมยาว ไม่สวมเสื้อ

พระบิดาโจเซฟ
พระบิดาโจเซฟ

เรียก พระบิดา "โควิดไม่กล้ากล้ำกราย"

ขณะที่บรรดาผู้มาปฏิบัติธรรมพากันเรียกว่า พระบิดา สาวกทุกคนจะไม่ใส่หน้ากากอนามัยเพราะเชื่อว่าหากอยู่ในสำนักภายใต้การคุ้มครองของ"พระบิดา" โควิด-19 จะไม่สามารถทำอันตรายกับพวกเขาได้

ชื่อ "นที" อ้างเป็นบิดาของทุกศาสนา

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก ได้มี น.ส.เจนจิรา อายุ 53 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น ได้ร้องเรียนไปที่ หมอปลา ว่ามารดา ชื่อนางน้อย อายุ 80 ปี ถูกหลานสะใภ้ชวนไปปฏิบัติธรรมที่อาศรมแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เมื่อปีที่ผ่านมา และตั้งแต่เข้าไปปฏิบัติธรรม ปรากฏว่า แม่มีพฤติกรรมแปลกประหลาดคล้ายถูกล้างสมอง ซึ่งอาศรมแห่งนี้มีเจ้าสำนักชื่อนายนที หรือ สาวกเรียกว่า พระบิดา อ้างว่าเป็นพระบิดาของทุกศาสนา มีความสามารถในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เป็นผู้สร้างโลก

ให้สาวกกินขี้ เยี่ยว เสมหะ ก้นบุหรี่ฯ

“นายนทียังสอนให้ลูกศิษย์ที่อาศัยในอาศรมแห่งนี้กว่า 30 ชีวิต ปฏิบัติกิจแปลกๆ เช่น กินคราบเหงื่อไคล ขี้ไคล ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย เสมหะและก้นบุหรี่ของพระบิดา ทุกคนทำตามนั้นเพราะเชื่อว่าเป็นพระโอสถ สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ รวมถึงโรคโควิด-19 นอกจากนี้ลูกศิษย์ยังนำดินโคลน อุจจาระและปัสสาวะของพระบิดาที่ได้ถ่ายทิ้งไว้มาพอกตัวอ้างว่าสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้เช่นกัน โดยไม่ต้องไปหาหมอ”

สภาพที่แออัดแต่เหล่าสาวกไม่มีใครกลัวโควิด
สภาพที่แออัดแต่เหล่าสาวกไม่มีใครกลัวโควิด

ตกใจสุดขีด เห็นแม่ตัวเองกินขี้ไคลพระบิดา!

น.ส.เจนจิรา ยังให้ข้อมูลอีกว่า หลังจากที่แม่เข้าไปปฏิบัติธรรมในอาศรม แม่ถูกห้ามไม่ให้กลับบ้าน ตนเดินทางไปเยี่ยมแม่พอไปถึงมีลูกศิษย์สั่งให้ก้มกราบพระบิดาด้วยการเอามือทั้ง 2 ข้างวางซ้อนกันแล้วก้มหัวลงกับพื้นจนครบ 9 ครั้ง ห้ามมองหน้าพระบิดา ผู้หญิงที่เข้าไปทุกคนต้องสวมผ้าถุงยาวคลุมเข่า ผู้ชายต้องนุ่งกางเกงขายาวและต้องถอดรองเท้าเพื่อให้เกียรติด้วย แต่สิ่งที่ทำให้ตนช็อกสุดขีดคือ เห็นกับตาว่าแม่ของตนที่อาศัยที่นี่มา 1 ปีกำลังเอาเสมหะหรือเสลดของพระบิดามาล้างหน้าก่อนจะเอามือไปรองคราบขี้ไคลมารับประทาน ตนตกใจเป็นอย่างมาก

ช็อกมี 11 ศพ รักษาจนตาย ถูกยึดไว้

นอกจากนี้ ในสำนักดังกล่าวยังมีศพที่ถูกเก็บรักษาไว้อีกจำนวน 11 ศพ เป็นศพผู้มาปฏิบัติธรรมแล้วเสียชีวิตสาวกอ้างว่าเป็นคำสั่งของพระบิดาที่ไม่ยอมให้เอาศพส่งคืนญาติ เพราะถือว่าเมื่อเข้ามาถือศีลแล้วเท่ากับเป็นการถวายตัวต่อพระบิดา ตายไปแล้วห้ามนำศพกลับบ้าน มารดาตนก็ยินยอมถวายตัวให้กับพระบิดา สั่งเสียว่าหากตายไปแล้วไม่ต้องเอาศพออกมาทำพิธี

อ้างชื่อ โจเซฟ เป็นพระเมตไตรย

ทั้งนี้ เมื่อหมอปลาและทีมงานเดินทางไปถึง บรรดาลูกศิษย์ต่างๆ แตกตื่นและตกใจที่หมอปลานำสื่อมวลชนจำนวนมากบุกเข้ามาในสำนัก ก่อนที่จะมีหญิงสาวรายหนึ่งเข้ามากอดแขนและดึงหมอปลาไปหาพระบิดา บอกว่าไม่ต้องแวะที่ไหนเพราะบุคคลที่จะเข้ามาในสำนักทุกคนจะต้องมารายงานตัวให้พระบิดารับทราบ หมอปลาจึงได้สอบถามชายที่อ้างตัวเป็นพระบิดาทราบชื่อว่านายนที หรือ โจเซฟ (ไม่มีนามสกุล) อ้างตัวเป็นพระเมตไตรย ว่า ทำไมถึงสั่งสอนลูกศิษย์ให้เชื่อเรื่องงมงายแบบนี้ และถามว่าหน้าที่ของพระเจ้าคือผู้สร้างโลกหรือไม่ นายนทีปฏิเสธว่า ไม่ได้สอนลูกศิษย์ เพียงแค่ลูกศิษย์เชื่อกันเองและตนไม่ได้บังคับให้กินอึ กินฉี่

'ผมไม่ได้บังคับใคร'
'ผมไม่ได้บังคับใคร'

ลูกศิษย์กินให้ดู “ฉี่พระบิดา-ขี้ไคลถูมาสดๆ”

ระหว่างนั้นได้มีลูกศิษย์หญิงสูงวัย 2 คนก้มดื่มฉี่ที่พระบิดาฉี่ไว้ในหลุม และบอกว่านี่คือพระโอสถชั้นดี ที่บรรดาลูกศิษย์ที่เห็นนี้ได้กินกันหมดแล้ว พร้อมบอกว่าคนที่ได้กลิ่นเหม็นและอาเจียนคือคนที่จิตใจไม่บริสุทธิ์ นอกจากนี้พระบิดา มักจะให้ลูกศิษย์กินขี้ไคลตัวเอง อ้างว่าทุกสิ่งที่ขับออกจากร่างกายพระบิดาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หากใครได้กินแล้วจะหายจากโรคร้ายได้หมด จากนั้นนายนทีที่ได้ใช้ฝ่ามือถูขี้ไคลส่งให้กับลูกศิษย์หญิงคนหนึ่งหยิบก้อนขี้ไคลใส่ปากทันที พร้อมบอกว่าก้อนขี้ไคลคือยารักษาโรคชั้นดีกินแล้วร่างกายแข็งแรง

ตะลึงพบโลงศพ เจาะรูให้น้ำเหลืองไหล

จากการตรวจสอบด้านหลังเตียงนอนของพระบิดา ยังพบโลงศพเขียนชื่อว่า นางวัล ทราบว่าโลงศพดังกล่าวเป็นศพของมารดาของพระบิดาเจ้าสำนักเพี้ยน ส่วนด้านนอกเพิงพักยังพบโลงศพขนาดใหญ่จำนวน 3 โลง และโลงศพของเด็กทารก 1 โลง ลักษณะของโลงศพทุกโลงจะถูกเจาะระบายน้ำเหลืองออกมา ขณะที่นายมานะ อายุ 45 ปี หนึ่งในผู้ปฏิบัติธรรมเปิดเผยว่าในสำนักแห่งนี้มีเพียง 5 ศพเท่านั้น แต่ยังมีอีก 6 ศพ ถูกเก็บบรรจุไว้ตามจุดต่างๆ ทั้งในกระท่อมและมีที่ฝังไว้ ทุกศพมีญาติ และญาติได้ยินยอมพร้อมกับมีใบแจ้งการตายถูกต้องตามกฎหมายทุกศพ ญาติของบางศพได้มาปฏิบัติธรรมอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ ส่วนการบรรจุศพจะเป็นไปตามกระบวนการของแพทย์ใส่ถุงซิปแบบมิดชิดแต่ไม่ได้ฉีดฟอร์มาลีน ซึ่งศพก็ได้ส่งกลิ่นเหม็นบ้าง มีน้ำเหลืองไหลออกมาบ้าง แต่ไม่มาก

โลงศพในอาศรม
โลงศพในอาศรม

ผวจ.มาเอง ยอมรับไม่เคยรู้มีสำนักเพี้ยนในพื้นที่

ต่อมา นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วยนายชาญชัย ศรศรีวิชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ พ.ต.อ.วัฒนชัย จันทาทุม ผกก.สภ.คอนสาร จังหวัดชัยภูมิ นำกำลังตำรวจ สภ.คอนสาร และ เจ้าหน้าที่ อส.เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้าตรวจสอบสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ซึ่งนายไกรสร ได้พูดคุยกับพระบิดาพร้อมให้คำแนะนำเรื่องสุขอนามัยของคนในสำนัก ก่อนที่จะตักเตือนคนที่มาปฏิบัติธรรมว่าอย่างมงาย

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยว่า สถานที่แห่งนี้เปิดเป็นสำนัก ลักษณะเป็นลัทธิความเชื่อของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง รักษาโรคตามคำกล่าวอ้าง เหตุการณ์เริ่มจากมีประชาชนร้องเรียนไปยังหมอปลาเพื่อร้องขอความช่วยเหลือว่ามีญาติเข้าไปรักษาในสำนักแห่งนี้แล้วหายตัวไป อยากให้ช่วยเหลือนำตัวออกมา

เบื้องต้น จะแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ หลังพบคนในสำนักไม่สวมใส่หน้ากากอนามัยพร้อมพิจารณาข้อกฎหมายอื่นๆ เพื่ออายัดศพทั้ง 11 ศพ ส่งไปตรวจชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตและพิจารณาในข้อกฎหมายว่า บุกรุกพื้นที่สาธารณประโยชน์ด้วยหรือไม่ หากผิดจะสั่งให้หรือถอนเพิงพักออกทั้งหมด ซึ่งส่วนตัวแล้วไม่เคยทราบมาก่อนว่าในพื้นที่แห่ง นี้มีสำนักปฏิบัติธรรมประหลาดแบบนี้ และจะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับพระบิดา หากมีมูลความผิดก็จะได้ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“ในฐานะคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธรับไม่ได้ กับพฤติกรรมหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการรักษา เพราะปัจจุบันโรคระบาดไปถึงไหนแล้ว ประเทศเราระบบสาธารณสุขได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แต่ยังมีประเภทนี้อยู่ ต้องมีการจัดการดำเนินการ แต่เบื้องต้น เข้าไปดูเรื่องการบุกรุกที่สาธารณะ เรื่องการจัดการศพ เพราะไม่ใช่ฌาปนสถานที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เรื่องของพ.ร.บ.สาธารณสุขเกี่ยวกับการรักษาโรค ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตก็ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้เรื่องต่างๆ ยุติลง และเป็นไปตามกฎหมาย

เผยอาศรมเพี้ยน เปิดมา 4 ปีแล้ว 

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น สถานที่แห่งนี้มีการก่อตั้งมา 4 ปี ดูได้จากสภาพอาคารต่างๆ ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนให้ทางจังหวัดในการกำชับไปยังพื้นที่ต่างๆ ว่าเกิดกรณีแบบนี้ต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลมจึงจะไม่มีปัญหา กรณีนี้ถือว่ามีการเข้าพื้นที่ได้เร็ว เพราะหากมีการปล่อยไปให้มีคนเลื่อมใสศรัทธาเยอะ ก็จะเป็นปัญหาได้ และเป็นเรื่องที่เราต้องเร่งดำเนินการไม่ให้เกิดซ้ำรอยขึ้นอีก

แอบอ้าง พาดพิงพระพุทธเจ้า "ฉันน้ำมูตรเน่า"

“ในด้านสาธารณสุขถึงผมจะไม่ใช่หมอแต่ดูแล้วไม่ถูกหลักแน่นอน ดูจากคลิปแล้วน่าสะอิดสะเอียน สยดสยอง มีการไปพาดพิงถึงสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยให้ ฉันน้ำมูตรเพื่อรักษาโรค เป็นการตีความที่ปราศจากความรู้ แล้วมาตีความเอา ฝ่ายชาวบ้านที่มาก็เชื่อต่อๆ กัน เบื้องต้นให้หมอดูประเด็นเหล่านี้อยู่ ถ้าหากเขาทำตามกฎหมายเราก็ไปทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะถือว่าทรัพย์สินของเขาแต่นี่มันไม่ใช่ เบื้องต้นดูแล้วสถานที่นั้นไม่ใช่สถานที่จัดการศพตามกฎหมาย ซึ่งฌาปนสถานจะมีกฎหมายเฉพาะ ถึงแม้เป็นของเอกชนก็ตาม ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ไม่ใช่การตั้งขึ้นมาแล้วอ้างว่าสถานที่นี้เป็นพื้นที่จัดการศพ เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เพราะเรามีกฎหมายอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำที่ขัดหลักสาธารณสุข”

ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้จะยังไม่จบในวันนี้ ยังมีกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ วันนี้ทางนิติเวชลงมาเพื่อตรวจสอบ เอกสารหลักฐานต่างๆ วิธีการต่างๆ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แล้วจะมีการดำเนินการต่อไป ส่วนเรื่องของสถานที่ตั้ง เมื่อพบว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ ตามกฎหมายเขาไม่ให้ใครเข้าไปบุกรุก

เพราะฉะนั้น จะได้ให้นายอำเภอร่วมกับ อบต.รื้อถอนสิ่งก่อสร้างรวมถึงทรัพย์สินต่างๆ ออกจากพื้นที่ ซึ่งมีขั้นตอนอยู่ เราจะทำอะไรโดยพลการไม่ได้ จะเป็นการทำลายทรัพย์สิน อาจจะต้องมีการปิดประกาศก่อนเพื่อให้รื้อถอนออกไป และหลังจากนี้จะต้องมีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ให้ระมัดระวัง เพราะเข้าข่ายและหมิ่นเหม่ต่อการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะต้องไปดูข้อเท็จจริงอีกครั้ง และดูว่า เขามีเจตนาอย่างไร.

อ่านเพิ่มเติม...

วิดีโอแนะนำ

รักแล้ว ไม่อยากรอนาน สาว 38 หอบสินสอดนับล้าน สู่ขอหนุ่ม 19 เป็นสามี
01:18

รักแล้ว ไม่อยากรอนาน สาว 38 หอบสินสอดนับล้าน สู่ขอหนุ่ม 19 เป็นสามี

ApplicationMy Thairath

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม 2565 เวลา 01:43 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไทยรัฐกรุ๊ปเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์