หนุ่มขอนแก่นโพสต์เฟซ งงพบข้าวเปลือกตากบนถนนในหมู่บ้าน ซ้ำมีไม้ตีตะปูวางทับ สัญจรลำบาก กำนันลั่นคนไม่มีที่นา ไม่เข้าใจคนทำนา ด้านเจ้าของข้าวเปลือก เผย จ้างคนแก่ตากข้าว มีไม้ตอกตะปูจริง แต่วางทับตาข่าย ไม่นานก็เก็บขึ้น
จากกรณีที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “บิ๊ก กลัว'ที่ไหน” โพสต์ภาพการตากข้าวเปลือก และมีไม้ตีตะปูวางทับบนข้าว บนถนนภายในหมู่บ้าน บ้านหนองโบสถ์ ม.10 ต.ดงเค็ง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น จำนวน 2 ครั้ง คือวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า “ทำน่าเกลียดโพด!! ตากข้าวขวางทาง แถมทางโค้งอีก แล้วยังมาวางตะปูไม่ให้รถผ่านอีก ดูเอาโลดเด้อพี่น้องบ้านหนองโบสถ์ จักข้าวไผบุ เสียเวลาถอยรถกลับ อ้อมไปเส้นอื่น”
ครั้งที่ 2 วันที่ 18 พ.ย. โพสต์ภาพพร้อมข้อความอีกว่า “เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ ผมก็ได้เข้าไปบ้านผู้นำหมู่บ้าน เพื่อบอกว่าคนตากข้าวรายนี้ทำไม่ถูก เมื่อเช้าผู้นำหมู่บ้านประกาศผ่านลำโพงหมู่บ้านว่า เห็นใจชาวนาบ้างตากข้าวปีละครั้ง ไม่ใช่ว่าคุณมีรถจะเหยียบข้าวใครได้มันผิดกฎหมาย? ขนาดผู้นำยังแยกแยะอะไรไม่ได้เลยครับ ที่เหยียบเพราะว่าตากข้าวขวางทางไหมครับ #สมองครับท่านคิดบ้าง ตั้งสติบ้างก่อนจะพูดอะไรขึ้น”
ต่อมาเวลา 15.00 น. วันที่ 19 พ.ย. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านหนองโบสถ์พัฒนา ม.10 ต.ดงเค็ง อ.หนองสองห้อง พบกับน้องบิ๊ก หรือนายวรุต อานันต์ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 741 ม.13 บ้านหนองโบสถ์พัฒนา เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งน้องบิ๊กได้พาทีมข่าวดูสถานที่จริงภายในหมู่บ้านดังกล่าว พบว่ามีการตากข้าวเป็นระเบียบเรียบร้อยบนถนนเพียงเลนเดียว
...
น้องบิ๊ก เปิดเผยถึงที่มาของการโพสต์ภาพลงในเฟซบุ๊กจนมีการแชร์ต่อไปอย่างมากมายว่า เป็นคนเล่นโซเชียลเหมือนคนอื่นๆ แต่สิ่งที่พบเจอ โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะการตากข้าวเปลือกจนเกือบเต็มถนน กีดขวางการสัญจรไปมา หนำซ้ำยังเอาไม้หน้าสามติดตะปูมาวางทับด้วย จึงมองว่าไม่เหมาะสม จึงได้ถอยรถกลับไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านและกำนัน ซึ่งเป็นคนคนเดียวกันที่บ้าน แต่ไม่พบตัว จึงฝากเรื่องไว้กับลูกชาย ให้แก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะการตากข้าว ต้องตากให้คนอื่นสามารถใช้ถนนร่วมกันได้ด้วย
น้องบิ๊ก กล่าวอีกว่า ขณะนั้นไม่ทราบว่าเป็นข้าวเปลือกของใคร จึงได้ขับรถกลับบ้าน กระทั่งมีเสียงตามสายจากหอกระจายข่าวของผู้ใหญ่บ้าน คนที่ตากข้าวและขับรถเหยียบข้าว คือคนทำผิดกฎหมาย จึงงงกับสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านพูด เพราะความต้องการคือ ปรับปรุงการตากข้าวบนถนน ไม่ควรตากเต็มถนน ไม่ควรนำไม้ที่ติดตะปูมาวางบนถนน หากคนที่มองไม่เห็นขับรถเหยียบก็เกิดปัญหาอีก จึงไม่เข้าใจความหมายของผู้นำที่สื่อสารออกมาเช่นนั้น แต่ก็ไม่โกรธ เพราะการตากข้าว ชาวบ้านตากปีละครั้ง แต่ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของคนที่ใช้ถนนร่วมกัน
ต่อมาได้ไปพบกับ นายวรวุฒิ นาบำรุง อายุ 56 ปี กำนันตำบลดงเค็ง ซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยอารมณ์กราดเกรี้ยว ถามว่าจะเข้าพื้นที่ทำไมไม่ขออนุญาตก่อน เพราะสิ่งที่เผยแพร่ออกไปจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
ผู้สื่อข่าวจึงได้เข้าพูดคุย ซึ่งนายวรวุฒิ กำนันตำบลดงเค็ง เปิดเผยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในโซเชียลนั้นเกิดจากฝีมือของคนไม่มีที่นา ไม่ได้ทำนา จึงไม่เข้าใจชาวบ้าน เพราะในช่วงเกี่ยวข้าวนั้นได้ประกาศประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่า ควรตากข้าวในจุดที่กำหนดให้ แต่เมื่อชาวบ้านเกี่ยวข้าวพร้อมๆ กันในหลายๆ หมู่บ้าน พื้นที่ที่เตรียมให้ไม่พอตาก ชาวบ้านจึงตากบนถนนใกล้บ้าน อีกทั้งปีนี้กรมทางหลวงห้ามตากข้าวบนถนนใหญ่ ชาวบ้านจึงต้องตากบนถนนในหมู่บ้าน
กำนัน กล่าวอีกว่า ชาวบ้านทุกคนเข้าใจ แต่คนถ่ายภาพและโพสต์เฟซบุ๊ก บ้านไม่มีที่นา ไม่ได้ทำนา จึงไม่รู้เรื่อง จนทำให้เป็นเรื่องราวในโซเชียล อีกทั้งการตากข้าวบนถนนเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องทำใจ เพราะต้องตากข้าวให้แห้ง 1-2 วัน เมื่อแห้งก็เก็บใส่กระสอบ ชาวบ้านต้องเข้าใจกัน ไม่ใช่สร้างปัญหา ในส่วนของรายที่ถูกโพสต์ภาพนั้น จากการตรวจสอบทราบว่ามีการจ้างคนแก่มาตากข้าว และเกลี่ยข้าวใส่แดดเป็นช่วงที่คนโพสต์มาพบเจอแล้วถ่ายภาพ ส่วนไม้ติดตะปู มีการวางจริง เพราะลมพัดตาข่าย จึงวางทับตาข่าย เพียงครู่เดียวก็เก็บขึ้น คนโพสต์น่าจะบอกให้เก็บ ไม่น่าจะถ่ายภาพนำไปโพสต์จนหมู่บ้านเสียหายเช่นนี้
ขณะเดียวกัน นางเปรมปรี ศรีจันทร์ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 103 ม.13 บ้านหนองโบสถ์พัฒนา เจ้าของข้าวเปลือกที่ตากบนถนน และถูกถ่ายรูปไปโพสต์ เดินทางเข้าพบกับผู้สื่อข่าว พร้อมกับเปิดเผยว่า ข้าวที่ตากบนถนน ตากตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. โดยมีการจ้างคนแก่ในหมู่บ้านมาตากให้ คนแก่ก็เกลี่ยข้าวตากคนเดียว แต่ไม่ได้ตากเต็มถนน เพราะรถจักรยานยนต์ รถเก๋ง ยังผ่านได้ ส่วนกรณีที่นายบิ๊กถ่ายภาพไม้ติดตะปูในกองข้าวนั้น ได้สอบถามคนตากข้าวแล้วมีจริง แต่เอามาวางทับตาข่ายไม่นานก็เก็บขึ้น
"ความจริงไม่เป็นตามที่ถูกกล่าวหาในโซเชียล เพราะไม่ได้ตากข้าวเต็มถนน รถยังผ่านไปมาได้ แต่ก็ไม่อยากจะต่อว่าใคร เพราะ 1 ปีมีครั้งเดียว ถ้ามีที่ตากข้าวเพียงพอก็คงไม่เกิดปัญหาเช่นนี้ จึงอยากฝากถึงเพื่อนบ้าน ได้เข้าใจชาวนาด้วย ต่างก็ตากข้าวตากแห้งก็เก็บขึ้น และข้าวที่ตากไว้ขณะนี้แห้งแล้วและกำลังจะเก็บใส่กระสอบให้เรียบร้อย".