ศาลฎีกาพิพากษา "หมอเปรม" แก้ผ้านักข่าว จากโทษจำคุก 2 เดือน เปลี่ยนเหลือเพียง กักขัง 2 เดือน หลังนำเงินสด 1 แสนมาวางต่อศาล พร้อมชดเชยค่าเสียหายให้นักข่าว พร้อมสำนึกผิด
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 ก.ย.63 ศาลจังหวัดพล ได้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีหมอเปรมแก้ผ้านักข่าว คดีเลขที่ อ.1519/60 ในคดี ข่มขืนใจ บังคับขู่เข็ญ และกระทำอนาจาร พนักงานอัยการโจทก์ และ นายก่อสิทธิ์ กองโฉม ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำศูนย์ข่าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โจทก์ร่วม ฟ้องนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น และ ว่าที่ ร.ต.บัวทอง โลขันธ์ อดีตเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ ในฐานะจำเลย โดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ เดินทางมารับฟังคำพิพากษา ในคดีข่มขืนใจ บังคับขู่เข็ญ และกระทำอนาจาร ผู้สื่อข่าวอาวุโสสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ประจำจังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 26 ก.ค.59 ภายในห้องทำงานในเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ซึ่งขณะนั้นนพ.เปรมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ และร้อยตรีบัวทอง โลขันธ์ เลขานุการ โดยศาลฎีกาได้พิจารณา เปลี่ยนคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ จากโทษจำคุก 2 เดือน เป็นกักขัง 2 เดือน โดยศาลให้เหตุผลว่า นพ.เปรมศักดิ์ได้สำนึกผิด และได้นำเงินสดจำนวน 1 แสนบาท มาวางต่อหน้าศาล เพื่อชดเชยค่าเสียหายให้กับสื่อมวลชน จึงสมควรแก่เหตุในการเปลี่ยนคำพิพากษาของศาลชั้นอุทธรณ์
ด้าน นายปกาญจน์ นพศรี ทนายความฝ่ายโจทก์ เปิดเผยว่า ศาลฎีกาได้พิจารณา เปลี่ยนคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ จากโทษจำคุก 2 เดือน เป็นกักขัง 2 เดือน โดยพิจารณาเปลี่ยนโทษเนื่องจาก นพ.เปรมศักดิ์ ได้นำเงินสดจำนวน 1 แสนบาท มาวางต่อหน้าศาล เพื่อชดเชยค่าเสียหายให้กับสื่อมวลชน ซึ่งศาลพิจารณาว่า สำนึกผิด
ขณะที่ นายปราโมทย์ ศรีบุระ ผู้สื่อข่าวไทยทีวีสีช่อง 3 เปิดเผยว่า ต้องเคารพการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งถือว่าเป็นที่สิ้นสุดคดี ที่รอมานานกว่า 3 ปี /ส่วนเงินสด 1 แสนบาท ที่จำเลยนำมาวางต่อหน้าศาลเพื่อแสดงเจตนาในการเยียวยานั้น สื่อมวลชนไม่ได้รับมาแต่อย่างใด เพื่อป้องกันคำครหา และเป็นคดีตัวอย่าง ที่สื่อมวลชนไม่ควรถูกคุกคาม
สำหรับคดีความดังกล่าวนั้น ศาลชั้นต้นได้ตัดสินไปเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2561 ให้ นพ.เปรมศักดิ์ พร้อมพวกรวม 2 คน รับโทษจำคุกคนละ 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญา จำเลยได้ขอยื่นอุทธรณ์สู้คดี และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้นัดอ่านคำพิพากษาไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2562 แต่เมื่อใกล้ถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 นพ.เปรมศักดิ์พร้อมพวก ได้ขอกลับคำให้การใหม่ในชั้นอุทธรณ์ โดยให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา เพื่อขอให้ศาลเห็นใจและลงโทษสถานเบา
ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2562 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนกรานตามศาลชั้นต้น คือให้จำคุกจำเลยทั้ง 2 คนละ 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญาโดยเห็นว่า คำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว การที่จำเลยมากลับคำให้การรับสารภาพในภายหลังไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีของศาลแต่อย่างใด
สำหรับความเป็นมาคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ก.ค.2559 เมื่อผู้สื่อข่าวจาก 5 สำนักข่าวในจังหวัดขอนแก่น ได้ติดตามทำข่าว กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพทางโซเชียลมีเดีย เป็นภาพ นพ.เปรมศักดิ์ นั่งคู่กับหญิงสาวชั้น ม.5 คล้ายมีพิธีหมั้นหรือพิธีมงคลสมรสของภาคอีสาน ผู้สื่อข่าวทั้งหมดได้ขอพบและสัมภาษณ์หมอเปรมที่ทำการสำนักงานเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับหมอเปรมจึงได้วางแผนหลอกให้ผู้สื่อข่าวทั้ง 5 สำนักเข้าไปภายในห้องทำงานของนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ และสั่งเจ้าหน้าที่เทศบาลซึ่งเป็นลูกน้อง เก็บโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายภาพของผู้สื่อข่าวทั้งหมด พร้อมกับล็อกตัวนายก่อสิทธิ์ แก้ผ้าประจาน
จากนั้นผู้สื่อข่าวทั้ง 5 สำนัก จึงเดินทางแจ้งความเอาผิดกับหมอเปรม พร้อมพวกรวม 7 คน ที่ สภ.บ้านไผ่ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2559 ในข้อหา "ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ทำการกักขังหน่วงเหนี่ยว บังคับข่มขืนจิตใจ ให้กระทำการ หรือไม่กระทำการใด และกระทำการอนาจารต่อหน้าธารกำนัล" ซึ่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านไผ่ได้สรุปสำนวนคำฟ้องส่งให้กับอัยการจังหวัดพล เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2559 โดยอัยการจังหวัดพล มีความเห็นสั่งฟ้องเฉพาะ นพ.เปรมศักดิ์ และ ว่าที่ ร.ต.บัวทอง เพียง 2 คน ส่วนฝ่ายโจทก์ทางอัยการมีความเห็นว่านายก่อสิทธิ์เพียงคนเดียวเท่านั้นได้รับความเสียหาย