เผยนายดาบตำรวจที่ จ.เลย หนึ่งในผู้เสียหาย เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้สหกรณ์ฯ กับ "ผู้การสุทิพย์" กลับติดหนี้ 1.9 ล้าน เครียดสะสมจนป่วยหนัก ก่อนเสียชีวิตเมื่อ 15 ส.ค. ขณะที่ ผบช.ภ.4 ชี้แจงเหตุอดีตผู้การ จ.เลย กับพวกได้กลับเข้ารับราชการ ยันไม่เกี่ยวกับคดีอาญาที่ส่งสำนวนฟ้องไปแล้ว
สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ.2561 ตำรวจภูธรจังหวัดเลย 196 นาย ถูก พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช อดีตรอง ผบช.สกพ. อดีต ผบก.ภ.จว.เลย ชักชวนให้เข้าร่วมโครงการรวมหนี้และบริหารหนี้ ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย จนสูญเงิน 240 ล้านบาท สร้างความเดือดร้อนให้กับข้าราชการตำรวจที่เข้าร่วมโครงการฯ ตบเท้าเข้าร้องเรียนต่อ พล.ต.ท.สุระชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 จ.ขอนแก่น ให้สอบสวนและดำเนินคดี พล.ต.ต.สุทิพย์ กับพวกอีก 4 คน ที่นำเงินไปลงทุน และพบความเชื่อมโยงเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ใหญ่ในหลายพื้นที่ มีผู้เสียหายจำนวนมาก รวมค่าเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีคำสั่งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 421/2563 ว่า จากการพิจารณาสั่งการทางวินัยยังไม่แล้วเสร็จภายใน 240 วัน จึงให้ พลตำรวจตรี สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย พร้อมพวกอีก 4 คน ผู้ถูกกล่าวหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กลับคืนสู่ฐานะเดิมและกลับเข้ารับราชการ
ต่อมา เวลา 14.00 น. วันที่ 19 ส.ค.63 ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลมาจากกลุ่มไลน์ตำรวจ ว่า ด.ต.เกรียงศักดิ์ กาศเกษม ผบ.หมู่ (ป.) สภ.เชียงคาน จ.เลย หนึ่งในผู้เสียหาย กรณีอดีตผู้การฯ สุทิพย์ เกิดความเครียดจากการเป็นหนี้ที่เข้าร่วมโครงการรวมหนี้และบริหารหนี้ ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย จนเป็นหนี้ถึง 1,900,000 บาท ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2563 ฌาปนกิจศพในวันจันทร์ ที่ 17 ส.ค. 2563 เวลา 14.00 น. ณ เมรุวัดศรีพนมมาศ อ.เชียงคาน จ.เลย ที่ผ่านมา มี พ.ต.อ.ณัฐกฤต คำวิเศษชัย รอง ผบก.ภ.จว.เลย พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ อรัณยกานนท์ ผกก.สภ.เชียงคาน เป็นประธานพิธีฌาปนกิจศพ และเพื่อนตำรวจร่วมรุ่นจำนวนมาก นับเป็นเหยื่อรายที่สองของโครงการรวมหนี้บริหารหนี้ ที่เสียชีวิต
ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นายพยุง กาศเกษม อายุ 47 ปี น้องชายของ ด.ต.เกรียงศักดิ์ ที่เดินทางมาจาก จ.ระยอง หลังทำพิธีฌาปนกิจศพของพี่ชายแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องประกันชีวิตและเงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ที่พี่ชายเข้าร่วมโครงการอยู่ แต่ไม่สะดวกคุยด้วย ให้ นางสาวเพ็ญนภา สพกลาง อายุ 47 ปี ภรรยา เป็นคนตอบคำถามแทน
นางสาวเพ็ญนภา เล่าว่า ตนเองและสามีอยู่จังหวัดระยอง ทราบข่าวว่า ด.ต.เกรียงศักดิ์ เสียชีวิต เมื่อวันที่ 14 ส.ค.63 ที่บ้านพักข้าราชการตำรวจ สภ.เชียงคาน จึงรีบเดินทางมาจัดงานศพ โดยส่วนตัว ด.ต.เกรียงศักดิ์ เป็นคน อ.สูงเม่น จ.แพร่ มารับราชการที่ สภ.เชียงคาน ตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ป) นาน 26 ปี จนมีครอบครัวและมีลูกชาย 1 คน อายุ 18 ปี แต่ได้เลิกรากับภรรยาไปเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา ทางภรรยาได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ประเทศสวีเดน จน ด.ต.เกรียงศักดิ์ ต้องอยู่ตัวคนเดียว เกิดความเครียดเรื่องหนี้สินที่เข้าร่วมโครงการสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ และเพิ่งมาทราบจากเพื่อนตำรวจที่มาร่วมงานศพว่า ด.ต.เกรียงศักดิ์ ได้เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเลย สูญเงินไปประมาณ 1,900,000 บาท โดยมีเพื่อนตำรวจที่ร่วมกันค้ำประกัน 5 คน ทางญาติก็เพิ่งทราบเรื่อง และ ด.ต.เกรียงศักดิ์ ก็ไม่เคยเล่าให้ฟัง ส่วนสาเหตุที่รับฟังมาจากเพื่อนตำรวจว่า เกิดจากความเครียดที่สะสมจากการเป็นหนี้ที่เข้าร่วมโครงการสหกรณ์ฯ จนตัวเองและเพื่อนตำรวจที่ร่วมค้ำประกันต้องเดือดร้อน จนกระทั่งเสียชีวิต ส่วนพิธีฌาปนกิจ ได้เผาแล้วเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 ส.ค.63 นำกระดูกไปลอยอังคารที่แก่งคุดคู้ อ.เชียงคาน จ.เลย
น้องสะใภ้ ผู้ตาย กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนเองพร้อมด้วยสามี ซึ่งเป็นน้องชาย ด.ต.เกรียงศักดิ์ ได้มาเดินเรื่องที่สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย ว่าผู้ตายมีการประกันชีวิต หรือเข้าร่วมโครงการฌาปนกิจของข้าราชการตำรวจหรือไม่ ถ้ามีจะได้เท่าไหร่ และหักลบหนี้ที่กู้เงินมาจากโครงการสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ จะเหลือเท่าไหร่ ใครจะเป็นผู้ดำเนินการแทนได้ เนื่องจากอดีตภรรยา และลูกชายคนเดียวที่เป็นทายาทอยู่ที่ประเทศสวีเดน ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเดินเรื่องทางเอกสาร ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้มาก
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าว จ.ขอนแก่น ได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4 ว่าคดีของ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รอง ผบช.สพฐ.ตร. อดีต ผบก.ภ.จว.เลย กับพวกรวม 5 นายนั้น มีการเปิดเผยเรื่องราวรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากข้าราชการตำรวจ จากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ในช่วงเดือน พฤษภาคม 2561 โดยข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับ และรองผู้กำกับ จากสถานีตำรวจต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดเลย เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ผบช.ภ.4
จากนั้นจึงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนและเปิดศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ที่ภาค 4 สตช.ก็มีการตั้งคณะกรรมการมาร่วมตรวจสอบ สอบสวน จนมีการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนหลายราย ในส่วนของ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช กับพวกรวม 5 นาย ถูกแจ้งข้อกล่าวหา และมีการส่งสำนวนให้อัยการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้ไม่ทราบว่า คดีถึงขั้นตอนใดแล้ว
ส่วนของการสอบสวนทางวินัยนั้น มีเงื่อนไขการทำงานภายใน 240 วัน และการสอบสวนวินัยยังไม่สรุปและยังไม่แล้วเสร็จ สตช. จึงมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 421/2563 ลงวันที่ 13 สิงหาคม เรื่อง ให้ข้าราชการตำรวจกลับคืนสู่ฐานะเดิมและกลับเข้ารับราชการ ได้แก่ พลตำรวจตรี สุทิพย์ ผลิตกุศลรัช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดเลย, พันตำรวจเอก เฉลิมพล ยอดประทุม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้กำกับการ ฝ่ายอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู, พันตำรวจเอก ชยวุฒิ จันทสบูรณ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดพังงา, พันตำรวจเอก อุดร ชูก้าน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดเลย, พันตำรวจโท กฤษฎ นิติพจน์ เมื่อครั้งตำรงตำแหน่ง สารวัตรอำนวยการ สถานีตำรวจภูธรชุมแพ จังหวัดขอนแก่น แต่เนื่องจากการพิจารณาทางวินัยยังไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลา จึงให้ พลตำรวจตรีสุทิพย์ ผลิตกุศลธัช กับพวกรวม 5 นาย กลับคืนสู่ฐานะเดิม และให้กลับเข้ารับราชการ
...
ผบช.ภ.4 กล่าวอีกว่า ในเรื่องของสำนวนคดีนั้น มีการส่งสำนวนให้อัยการเรียบร้อยแล้ว ส่วนคณะกรรมการสอบสวนก็ยังคงอยู่ ยังไม่ได้ยุบ เพราะคดียังไม่สิ้นสุด อีกทั้งยังไม่ทราบว่า อัยการดูสำนวนแล้ว จะมีการสั่งการให้มีการสืบสวนและสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่