นายแอ๋ม 1 ใน 7 ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวการตายน้องชมพู่ หลังมีเด็ก 7 ขวบคนหนึ่งบอกว่า เห็นชายเสื้อส้มวิ่งอุ้มเอาน้องชมพู่ออกไปทางหลังบ้าน เจ้าตัวยืนยันไม่เกี่ยวจริงๆ บอกเจ็บปวดถูกหาว่าเป็นฆาตกร
เมื่อวันที่ 20 พ.ค.63 นายแอ๋ม อายุ 32 ปี 1 ใน 7 ผู้ต้องสงสัยเกี่ยวการตายน้องชมพู่ ได้เปิดใจหลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า ตอนนี้มีแต่คนมองว่าตัวเอง คือ คนร้ายที่ฆ่าน้องชมพู่ โดยเขาตัดสินตัวเองจากเพียงแค่ เสื้อผ้าสีส้มที่ตัวเองสวมใส่ และความบังเอิญดันไปตรงกับคำบอกเล่าของเด็กวัย 7ขวบ ที่บอกว่าที่เห็นผู้ชายเสื้อส้มมาอุ้มน้องชมพู่ไป โดยขอยืนยันล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่า ตัวเองไม่มีวันทำร้ายเด็ก 3 ขวบแบบนั้นได้ลงคอ เพราะจะไปทำแบบนั้นทำไม แรงจูงใจคืออะไร ทำไมต้องไปทำร้ายเด็กแบบนั้น การฆ่าเด็กทั้งคนโทษหนักมาก ตัวเองก็มีลูก มีความเป็นพ่ออยู่แล้ว ไม่มีทางว่าจะทำลงคอได้
"การที่คนเอาเรื่องไปเชื่อมโยงว่า ตัวเองเสื้อเเจ็กเก็ตภายในเป็นสีส้ม วันก่อเหตุอาจจะสวมเสื้อกลับด้าน ก่อเหตุเสร็จก็กลับด้านเสื้อ กลับไปบ้านเหมือนแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใครจะมองอย่างนั้นก็แล้วแต่ แต่ผมไม่ได้ทำ วันเกิดเหตุที่น้องชมพู่หายไป วันที่ 11 ตัวเองก็ใส่เสื้อตัวนี้แหละ ไปทำงานกับเพื่อนบ้าน มีพี่ที่ตัวเองไปทำงานด้วยก็ยืนยันได้ว่า ไม่ได้ไปไหนตลอดทั้งวัน" 1 ใน 7 ผู้ต้องสงสัย กล่าว
นายแอ๋ม กล่าวต่อว่า วันที่ 12 ยอมรับว่าได้ไปหาเพื่อนที่บ้านมะนาวจริงๆ และวันที่ 13 ก็กำลังจะกลับแต่ รถน้ำมันหมด เพื่อนก็เอาไปให้ใช้ด้วยความโมโห ก็กำลังเดินไปสามแยกเต่างอย แต่ระหว่างทางก็เจอผู้หญิง ที่ชื่อโบว์ ได้ชวนตัวเองขึ้นรถ ซึ่งจุดที่ขึ้นรถก็ไม่ใช่หน้าหมู่บ้านที่น้องชมพู่หายตัวไปด้วย เมื่อขึ้นท้ายรถกระบะ คนที่ชื่อโบว์ก็ไปส่งตัวเองที่ด่านตรวจโควิด-19 เต่างอย และได้ขอยืมโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่โทรให้ครอบครัวมารับ ตอนนั่งรออยู่ตำรวจก็มาค้นตัว ตัวเองก็ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้องชมพู่หายตัวไป เพิ่งมารู้จากเจ้าหน้าที่ ที่พูดคุยกัน ตัวเองได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี รอจนครอบครัวมารับกลับบ้าน ไม่ได้ไปก่อเหตุอะไรแล้วหนีมาอย่างที่หลายคนมอง
1 ใน 7 ผู้ต้องสงสัย กล่าวอีกว่า ส่วนตัวอยากให้คนที่ดูข่าว แล้วตีความกล่าวหาว่าตัวเองเป็นคนฆ่าน้องชมพู่ อยากให้มองใหม่ อย่าใช้ความรู้สึกกล่าวหากันแบบนี้ ตอนนี้ตัวเองเสียความรู้สึกมาก มีคนมองว่าเป็นไอ้ฆาตรกร มันเจ็บมากๆ ต่อให้เอาเงินมากอง 20 ล้านตัวเองก็ไม่เอา สังคมโยนความผิดให้แบบนี้ ใครโดนก็ไม่มีความสุขหรอก
หลังจากสอบถามนายแอ๋มเสร็จ ผู้สื่อข่าวได้ลองเอาคำบอกเล่าของเด็ก 7 ขวบที่อ้างว่าเห็นชายเสื้อส้มอุ้มเด็กไป ซึ่งระยะจากต้นจำปาที่เด็กปีน ถึงเปลที่น้องชมพู่นอนก่อนหายตัวไป ประมาณ 200 เมตร เห็นชายเสื้อส้ม ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ลองใส่เสื้อสีส้มของนายแอ๋มพร้อมกางเกงที่นายแอ๋มสวมใส่วันนั้น ยืนในระยะห่าง ตั้งแต่ระยะ 50-100 และ 200 เมตร ซึ่งสมมุติว่า เด็กมองจากระยะห่างเท่านี้ เป็นภาพเเทนสายตา พบว่า ระยะห่างค่อนข้างไกล และหากเห็นเพียงแค่ระยะเวลาเเค่นิดเดียว ก็อาจจะมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้สูง เว้นเสียแต่ว่า ชายเสื้อส้มที่เด็กเห็นจริงๆ จะอยู่นิ่งๆ ต้องใช้เวลาเพ่งมองถึงจะเห็น
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของนายดำ อายุ 33 ปี บุคคลที่นายแอ๋ม หนึ่งใน 7 ผู้ต้องสัย ซึ่งได้ขี่รถจยย.มาหาที่บ้านเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา โดย นายดำ กล่าวว่า แอ๋มขับรถ จยย. มาถึงบ้านของตัวเองเวลาประมาณ 9 โมงของวันที่ 12 มานั่งเล่นนั่งคุย กินข้าว กับตัวเอง ต่อมาประมาณ 10 โมง แอ๋ม อายุ 32 ปีและตัวเองได้ขึ้นไปปลูกเมล็ดมะม่วงบนเขาภูกองข้าว ระหว่างที่ปลูกเสร็จ ตัวเองก็ลงมาที่พักที่สวนยาง ส่วนแอ๋มได้ขอตัวไปกับคนชื่อยาว ไปไถนาซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน
เพื่อนของนายแอ๋ม กล่าวต่อว่า จากนั้น วันที่ 13 ตอนเช้า แอ๋มได้กลับมาหาที่บ้านตัวเอง โดยนายยาวเป็นคนขับรถ จยย.มาส่ง โดยนายยาว ตัวเอง และแอ๋ม ได้นั่งคุยกันประมาณ 1 ชั่วโมงไม่มีการพูดถึงน้องชมพู่เลย ส่วนเครื่องแต่งกายทั้ง 2 วันที่เจอกัน เป็นเสื้อไฟต์ และกางเกงลายพราง รองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ โดยระหว่างที่พูดคุยกัน นายมีน น้องชายของตัวเองได้ยืม จยย. แอ๋มไปข้างนอก ระหว่างนั้น แอ๋มอยากกลับบ้าน พอดี แต่ถามหารถ จยย. ตัวเองไม่เจอ จึงโมโหหนักและ พยายามเดินเท้ากลับบ้าน
"ตนเองยืนยันอีกหนึ่งเสียงว่า นายแอ๋ม น่าจะไม่มีส่วนรู้เห็น หรือเกี่ยวข้องกับการตายของน้องชมพู่ เนื่องจาก ภูเขาที่ตัวเองและนายแอ๋มขึ้นไปปลูกเมล็ดมะม่วง หรือ นาที่นายแอ๋มไปกับนายยาว ไม่มีทางที่นายแอ๋มจะไปก่อเหตุ หรือ ไปเเถวบ้านน้องชมพู่แน่นอน เเละวันที่เกิดเหตุก็คนละวันกัน ดังนั้นไม่มีทางว่านายเเอ๋มจะไปก่อเหตุได้" นายดำ กล่าว.