พ่อหนุ่มนครพนม เหยื่อทหารอุ้มซ้อม ยอมเผาศพลูกชาย หลังฝ่ายทหารรับเงื่อนไข ยอมชดเชย 1 ล้าน ขณะที่ผู้การตร.มั่นใจหลักฐานเอาผิดผู้ก่อเหตุได้ 7-10 นาย เร่งสรุปสำนวนส่งต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
วันที่ 23 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า คดีพ่อ แม่ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวน สภ.ธาตุพนม เพื่อเอาผิดกลุ่มทหารชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ศอ.ปส.ชอน. หรือ ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชายเเดน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งมาตั้งฐานปฏิบัติการที่วัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ฝั่งแดง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม
จนกระทั่งมีการก่อเหตุอุ้มสองพี่น้องไปเค้นให้รับสารภาพว่าค้ายาเสพติด เนื่องจากทั้ง 2 พี่น้องมีประวัติเสพ แต่ไม่ยอมรับ จึงบุกไปอุ้มตัว ขณะทั้งสองพี่น้องพักอยู่ในกระท่อมนา ช่วงคืนวันที่ 17 เมษายน 2563 และนำไปกักตัวซ้อมในศูนย์ปฏิบัติการ ทำให้พี่ชายคือ นายยุทธนา ซ้ายซา หรือด่อน อายุ 33 ปี เสียชีวิต ส่วนน้องชาย คือ นายณัฐพงษ์ ซ้ายซา หรือแดง อายุ 29 ปี ถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส ยังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม เนื่องจากถูกซ้อมจนกระดูกซี่โครงหัก 2 ซี่ และมีแผลฟกช้ำทั่วร่างกาย โดยทางตำรวจได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำผิดทั้งหมดมาดำเนินคดี
ล่าสุดทางด้าน นายนิวัฒน์ ซ้ายซา อายุ 59 ปี พ่อผู้เสียชีวิต พร้อมญาติพี่น้องได้ยอมประกอบพิธีฌาปนกิจศพ ลูกชายที่เสียชีวิตแล้ว หลังก่อนนี้ออกมาประกาศเลื่อนการเผาศพไม่มีกำหนด เนื่องจากมีการเจรจาเงินชดเชยเยียวยาไม่ลงตัว แต่ภายหลัง พล.ต.สวราชย์ แสงผล ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ส่วนแยก 1 มอบหมายให้ พ.อ.บุญสิน พาดกลาง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี พร้อมด้วย พล.ต.ประสิทธิ์ ทิศาวงศ์ ผบ.มทบ.29 ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปเจรจาตกลงกับพ่อแม่และญาติผู้เสียหาย จนเป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย
...
ทั้งนี้ ตกลงมีการชดใช้เป็นเงินจำนวน 1 ล้านบาท ส่วนการดำเนินคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ทางญาติจึงยอมประกอบพิธีฌาปนกิจศพในวันนี้ โดยมี ดร.ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เขต 2 เป็นประธาน โดยมี พ.อ.บุญสิน พาดกลาง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี เป็นตัวแทนหน่วย ร่วมประกอบพิธีฌาปนกิจศพตามประเพณี ณ ฌาปนกิจศพป่าช้า บ้านอุ่มเหม้า ต.อุ่มเหม้า จ.นครพนม โดยมีญาติพี่น้อง ชาวบ้าน รวมถึงกำลังเจ้าหน้าที่ทหารร่วมไว้อาลัย
นายนิวัฒน์ ซ้ายซา อายุ 59 ปี พ่อผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า วันนี้มีตัวแทนหน่วยงานทหารมาเจรจาพูดคุย ตนเห็นว่าเป็นที่เหมาะสม ได้หารือกับญาติพี่น้องแล้วถือว่าพอใจทั้ง 2 ฝ่าย จึงได้ยิมยอมที่จะเผาศพลูกชายตามประเพณี มาถึงวันนี้ที่ยอมรับ ถึงแม้ว่าเงินมากแค่ไหนก็ไม่คุ้มสำหรับการสูญเสีย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วตนยินดีจะให้อภัย ขอเพียงหน่วยงานทหารและผู้กระทำผิดออกมารับผิดชอบ ผู้ทำผิดจะต้องไปชดใช้กรรมตามกฎหมาย ส่วนการชดเชยเยียวยาเป็นสิ่งจะต้องช่วยเหลือครอบครัวตน จะให้ได้ดั่งใจทุกอย่างคงยาก แต่เมื่อเกิดแล้วตนต้องการให้จบด้วยดี จึงยอมรับเงื่อนไขตามข้อตกลง ทั้งเงินเยียวยา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ และค่ารักษาพยาบาลกับลูกชายที่บาดเจ็บ ซึ่งตนพร้อมจะให้อภัย แต่ในส่วนของกฎหมายจะต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน
ทางด้าน พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน ผบก.ภ.จว.นครพนม กล่าวว่า วันนี้ตนได้เดินทางมาที่ สภ.ธาตุพนม เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีทหารทำร้ายร่างกาย โดยทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ได้เน้นย้ำสั่งการ ให้ดำเนินการตรงไปตรงมา ให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ขอยืนยันและขอให้ประชาชน ได้มั่นใจว่าทางตำรวจไม่หนักใจ ไม่ว่าคู่กรณีของผู้เสียหายจะเป็นทหาร หรือเป็นบุคคลทั่วไป ตำรวจจะดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย และมั่นใจว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการเอาผิด
เบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ในคดีอาญาไว้ 2 ข้อหา คือ ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัส นอกจากนี้การสอบสวนยังพบอีกว่า เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวยังเป็นชุดจับกุมปราบปรามยาเสพติด ในส่วนนี้ถือว่าผู้กระทำผิดเป็นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทั้งนี้การดำเนินคดีล่าสุด ทางพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวน พยานแวดล้อม ทั้งฝ่ายผู้เสียหาย ซึ่งมี พ่อ แม่ ลูกชายที่ได้รับบาดเจ็บ และญาติเกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ส่วนทางฝ่ายทหารได้สอบสวนทหารที่เกี่ยวข้องบางส่วน พร้อมได้ส่งหนังสือไปยังหน่วยงานต้นสังกัดของทหาร เพื่อส่งขอให้ส่งรายละเอียดชื่อ ตำแหน่ง ของกำลังพลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ประมาณ 7-10 นาย เพื่อนำมาประกอบพยานหลักฐาน เหลือเพียงเอกสารหลักฐานใบชันสูตรพลิกศพจากทางแพทย์ที่จะต้องนำมารวบรวมสรุป
"สำหรับคดีนี้ ตามขั้นตอนเป็นคดีเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ทางตำรวจมีระยะเวลาดำเนินการสอบสวนสรุปสำนวนเป็นเวลา 30 วัน เพื่อสรุปสำนวนคดีอาญาส่งต่อให้ ป.ป.ช.ดำเนินการพิจารณาไต่สวนตามขั้นตอนของกฎหมาย เสนออัยการพิจารณาฟ้องต่อศาล เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย จากนั้นถือว่าหมดอำนาจของพนักงานสอบสวน ส่วนหนึ่งทางตำรวจได้ประสานทางหน่วยงานทหารเกี่ยวกับการดำเนินคดี เพื่อให้เกิดความรวดเร็วเป็นธรรมมากที่สุด ขอให้ประชาชนรวมถึงผู้เสียหาย มั่นใจว่าตำรวจทำตามขั้นตอนตรงไปตรงมา ซึ่งในการดำเดินการ ขอให้เข้าใจว่ามีขั้นตอนระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ยืนยันไม่ล่าช้า".