ปัญหาดินเสื่อมโทรมขาดความสมบูรณ์ เชื่อเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เกษตรกรชาว ต.เกาะแก้ว สุรินทร์ ที่เดิมเคยทำนาโดยใช้สารเคมีติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ส่งผลเสีย หลังได้เข้าร่วมกับโครงการผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 พระราชทาน "เพื่อนช่วยเพื่อน" ของมูลนิธิชัยพัฒนา และได้มีการพูดคุยประชุมกันในกลุ่ม
และนำไปสู่การเริ่มแนวคิดทำอย่างไรสามารถผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น และได้รับการส่งเสริมจากกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์มาให้ความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 พันธุ์ดี ตลอดจนการให้คำแนะนำการดูแลรักษาดินและวิธีการลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร
นางสาวเบญจวรรณ นานรัมย์ นักวิชารเกษตรชำนาญการ สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ได้เข้ามาให้ความรู้คำแนะนำเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน เนื่องจากเกษตรกรที่ปลูกข้าวมีผลผลิตที่ได้ค่อนข้างตกต่ำ จึงเข้ามาดูปัญหาว่าเกิดจากอะไร โดยเก็บตัวอย่างดินส่งตรวจวิเคราะห์ เพื่อหาค่าความอุดมสมบูรณ์ของดิน และปัญหาของดิน และจะปรับปรุงบำรุงแก้ไขอย่างไร ซึ่งจากการเก็บตัวอย่างดินส่งตรวจ ก็พบว่าดินที่นี่เป็นกรดดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เนื่องจากไม่เคยมีการปรับปรุงบำรุงดิน ทางสถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ได้แนะนำให้ใช้ปูนโดโลไมท์เพื่อปรับปรุงดินกรด โดยการนำมาใส่ในแปลงนาร่วมกับการใช้ปุ๋ยหมักน้ำหมักชีวภาพและก็การปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อการปรับปรุงบำรุงดินให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
...
นายเกียรติ อาจภักดี ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกาะแก้ว กล่าวว่า กลุ่มได้มีการประชุมพิจารณาการปรับปรุงพัฒนาดิน เนื่องจากดินมีความเสื่อมโทรมอย่างเห็นได้ชัด โดยนำดินส่งตรวจที่สถานีพัฒนาที่ดิน พบว่าดินในหมู่บ้านเกาะแก้วทั้ง 2 หมู่ โดยเฉลี่ยแล้วอัตราความเป็นกรดเป็นด่างหรือว่าค่า pH อยู่ที่ 3.5 ถึง 4.7 ซึ่งสูงมากถือว่าเป็นกรดอย่างรุนแรง จึงหาวิธีการเริ่มรณรงค์เกี่ยวกับการไถกลบตอซัง ซึ่งไม่ให้พี่น้องสมาชิกเกษตรกรในบ้านเกาะแก้วเผาต่อซังแต่ให้หันมาไถกลบอย่างเดียว หลังจากนั้นจึงพัฒนาที่ดินโดยการนำพืชบำรุงดิน เช่น ให้หวานถั่วพร้า หว่านปอเทือง เพื่อปรับปรุงดิน รวมทั้งส่งเสริมให้ชาวบ้านลดการใช้สารเคมี หันมาใช้ปุ๋ยหมักจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 และน้ำหมักชีวภาพ จากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อลดต้นทุนในการผลิตและส่งผลให้ข้าวเจริญเติบโตงอกงาม ไม่เป็นอันตรายทั้งต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค
ด้านนายสิทธิ์ แสวงสุข เลขานุการกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านเกาะแก้ว เปิดเผยว่า ในการทำปุ๋ยหมัก ส่วนหนึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากการสำนักงานพัฒนาที่ดินสุรินทร์ อนุเคราะห์วัตถุดิบ เช่น มูลไก่ แกลบ และอีกส่วนหนึ่งให้สมาชิกเอามูลโค กระบือ ชาวบ้านจะมาร่วมกันแล้วก็ลงมือลงแรงกันทำ หลังจากนั้นก็แบ่งให้เกษตรกรในหมู่บ้านนำไปใช้ให้ทันฤดูกาลผลิต โดยเรามีมาตรการในการจัดสรรอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง คือ การทำน้ำหมักชีวภาพ ทางสถานีพัฒนาที่ดินก็ส่งเสริมวัตถุดิบให้เช่นกัน จากการเข้ามาส่งเสริมของสถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ และการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง ร่วมมือ ร่วมใจ ของเกษตรกร ทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจากเดิม 300-350 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 380-400 กิโลกรัมต่อไร่ ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก.