รอง ผอ.สพม.24 กาฬสินธุ์ ตั้งกรรมการสอบ ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่ง เจอร้องทุกข์ติดหนี้ผู้รับเหมาปรับปรุงโรงเรียน หลังตั้ง กก.สอบแล้วพบมีมูลเป็นหนี้สูง 15 ล้าน โดยอยู่ระหว่างการดำเนินการใน 90 วัน...
จากกรณี นางวิจิตรา บุญรัตน์ หรือยายแก้ว อายุ 51 ปี ผู้รับเหมาหญิง ชาว ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นำป้ายไวนิลขนาดใหญ่ ซึ่งมีข้อความคล้ายกับเป็นการทวงหนี้ มาติดไว้บนสะพานลอยบริเวณหน้าโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองกาฬสินธุ์ เนื่องจากต้องการขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่ 24 หลังจากถูกอดีต ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งปัจจุบันย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ว่าจ้างให้ก่อสร้างปรับปรุงโรงเรียนจนแล้วเสร็จหลายโครงการ เวลาผ่านมานานกว่า 3 ปีแล้ว แต่กลับไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้าง จนทำให้ครอบครัวเป็นหนี้สิน ที่นาถูกยึด ไม่มีเงินจ่ายค่าแรงคนงาน
...
ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 นายปริญญา จุฑาสงฆ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 (สพม.24) กล่าวว่า สำหรับกรณีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2558-2559 ทาง สพม.24 ได้รับรายงานจากนายเอกรัฐ สารปัง ผอ.โรงเรียนกมลาไสยคนปัจจุบัน ซึ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งในช่วงปลายปี 2559 ว่า ทางโรงเรียนกมลาไสย ขณะนั้นมีนายสุรปรีชา ลาภบุญเรือง เป็น ผอ.โรงเรียนกมไลย ซึ่งปัจจุบันย้ายมาดำรงตำแหน่งเป็น ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ มีการใช้จ่ายงบประมาณโครงการต่างๆ ทั้งการก่อสร้าง ซ่อมแซม คอมพิวเตอร์ และจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เกินวงเงินงบประมาณ ทำให้ทางโรงเรียนเป็นหนี้กับผู้รับเหมาและร้านค้าต่างๆ หลายแห่ง รวมเป็นเงินกว่า 15 ล้านบาท
ดังนั้นทาง ผอ.สพม.24 จึงได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าวขึ้น รวมทั้งการสอบวินัย นายสุรปรีชา ลาภบุญเรือง ด้วยว่า เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนกมลาไสย นั้นมีการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบพัสดุหรือไม่ และสาเหตุใดทำไมจึงต้องเป็นหนี้มากถึง 15 ล้านบาท และมีการใช้จ่ายเงินเกินงบประมาณของทางโรงเรียน เพราะตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐนั้นจะต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณมาแล้วจึงจะสามารถก่อหนี้ผูกพันได้ หรือไม่จะต้องเป็นโครงการที่จะต้องเข้าแผนการใช้จ่ายงบประมาณก่อนถึงจะสามารถทำได้ ซึ่งขณะอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนและสอบวินัยจะดำเนินการภายในระยะเวลา 90 วัน
นายปริญญา กล่าวอีกว่า สำหรับโรงเรียนกมลาไสยนั้นทราบจากทางผู้อำนวยการว่า ได้รับการจัดสรรงบประมาณปีละประมาณ 8 ล้านบาท จึงไม่สามารถใช้หนี้กับผู้รับเหมาและร้านค้าได้หมดภายในครั้งเดียว เนื่องจากทางโรงเรียนจะต้องนำไปใช้ในการพัฒนาด้านการเรียนการสอนเป็นหลัก และไม่ให้กระทบกับขบวนการเรียนการสอน
ทั้งนี้ปัจจุบันทราบข้อมูลจากนายเอกรัฐ ผอ.โรงเรียนกมลไสยคนปัจจุบันอีกว่า หลังเกิดเรื่องทางโรงเรียนก็ได้ปรึกษากับคณะกรรมการสถานศึกษา และดำเนินการจ่ายหนี้ให้กับผู้เหมาและร้านค้าต่างๆ ไปแล้วปีละ 1 ล้านบาท และในปี 2562 นี้จะเพิ่มการจ่ายหนี้เป็นปีละ 1.5 ล้านบาท อย่างไรก็ตามสำหรับการติดตามทวงหนี้กับทางโรงเรียนกมลาไสยของนางวิจิตรา หรือยายแก้ว ผู้รับเหมา จำนวน 5.2 ล้านบาทนั้น เป็นหน้าที่ของทางโรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการจ่าย และต้องเจรจาหาทางออกร่วมกันทั้งทางโรงเรียน คณะกรรมการ ผู้รับเหมา และร้านค้า ซึ่งที่ผ่านมายายแก้วก็เข้ามาติดตามเรื่องและปรึกษาที่ สพม.24 หลายครั้ง ซึ่งทางผู้บริหารก็รู้สึกเห็นใจ และได้กำชับให้ทางโรงเรียนเร่งเจรจาหาทางออกของปัญหานี้
ด้านนางวิจิตรา บุญรัตน์ หรือยายแก้ว อายุ 51 ปี ผู้รับเหมาที่มาร้องทุกข์ กล่าวว่า อยากให้นายสุรปรีชา ลาภบุญเรือง อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนกมลาไสย ซึ่งย้ายไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นผู้ที่สั่งให้ทำงานก่อสร้างเมื่อครั้งเป็น ผอ. และนายเอกรัฐ สารปัง ผอ.โรงเรียนกมลาไสยคนปัจจุบัน รวมทั้งคณะกรรมการสถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันหาทางออกร่วมกัน เพราะปัญหานี้ผ่านมานานมากแล้วกล่าว 3 ปี ซึ่งตนและคนงานอีก 35 ชีวิตต้องกลายเป็นผู้รับบาป รับเคราะห์กรรม และหากปล่อยปัญหานี้ยืดเยื้ออีกต่อไป บ้าน ที่นา ที่ดิน รวมทั้งทรัพย์สินต่างๆ ที่ตนนำไปจำนองไว้ก็คงถูกยึดเหลือแต่ตัวเปล่าอย่างแน่นอน ทั้งนี้หากปัญหาดังกล่าวยังไม่ยุติ ตนและคนงานจะเดินไปประท้วง และยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อกระทรวงศึกษาธิการอย่างแน่นอน.
...