ครอบครัวเศร้ารับศพ "ช่อลัดดา" สาวถูกน้ำกรดสาด ถึงบ้านเกิดขอนแก่นแล้ว ญาติพี่น้องระบุทุกคนร้องไห้จนไม่มีน้ำตา และขอทำทุกอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ตายที่เป็นเสาหลักไปสู่สุคติ พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือ...
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 พ.ย.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 10 ม.9 บ.แสงอรุณ ต.โนนทอง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านของ น.ส.ช่อลัดดา ทาระวัน อายุ 38 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์สามีใช้น้ำกรดสาดเข้าที่ใบหน้า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปอย่างโศกเศร้า ซึ่งทันทีที่ศพของผู้ตายเดินทางมาถึงที่บ้านเกิด เมื่อช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา โดยมีแม่ ลูกสาว และคนในครอบครัวเดินทางไปรับศพ และได้นำศพตั้งไว้ที่บริเวณชั้น 1 ของบ้านเพื่อให้คนในครอบครัวได้ร่วมไว้อาลัย โดยมีเพื่อนบ้าน และญาติช่วยกันจัดเตรียมสถานที่และจัดการพิธีงานศพให้เป็นไปตามขั้นตอนในภาพรวมทั้งหมด
ขณะที่เช้าวันนี้ นางทองอาจ ทาระวัน (แม่) พร้อมด้วย น้องเต้ (ขอสงวนชื่อและนามสกุล) อายุ 12 ปี บุตรสาวของผู้ตาย ได้เดินทางไปที่ที่ว่าการอำเภอแวงใหญ่ เพื่อยื่นเรื่องมรณบัตร รวมทั้งการย้ายที่อยู่ของน้องเต้ จาก กรุงเทพฯ มาที่ จ.ขอนแก่น เนื่องจากครอบครัวมีมติตรงกันในการย้ายน้องเต้ กลับมาเรียนที่บ้าน เพราะหากให้อยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อไปต้องอยู่เพียงลำพังคนเดียว
นายภาณุพงศ์ พันธ์ชมพู อายุ 16 ปี อยู่บ้านเลขที่ 199 ม.8 ต.ห้วยต้อน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ หลานของผู้ตาย กล่าวว่า ได้เดินทางไปหาผู้ตายทันทีที่ทราบข่าวการเสียชีวิต เพราะทุกคนห่วงหลานสาว ที่ต้องอยู่ลำพังคนเดียว ซึ่งขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และศพของน้าสาวได้เดินทางกลับมาที่บ้านเกิดแล้ว จากนี้ไปครอบครัวจะประกอบพิธีฌาปนกิจศพตามประเพณี ในวันพรุ่งนี้ (14 พ.ย.) เพราะผู้ตายเสียชีวิตมาหลายวันแล้ว ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นการประกอบพิธีฌาปนกิจศพแล้ว ครอบครัวจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เพื่อเก็บข้าวของของผู้ตายและน้องเต้ รวมทั้งการเคลียร์เรื่องเอกสารต่างๆ ทั้งหมด
"ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือคนในพื้นที่ห่างไกลของครอบครัวผม วันนี้ครอบครัวขาดเสาหลักไปแล้ว ทุกอย่างก็ต้องดำเนินต่อไปและสู้ต่อไป แม้วันนี้ทุกคนโดยเฉพาะแม่และลูกสาวของผู้ตายจะมีจิตใจที่เข้มแข็ง และมีกำลังใจขึ้นบ้าง แต่ก็ยังคงเศร้า และรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกคนร้องไห้จนไม่มีน้ำตาแล้ว จากนี้ไปขอทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดเพื่อให้ผู้ตายไปสู่สุคติ ทั้งนี้ โดยส่วนตัวเพิ่งจะพบกับผู้ตายเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เมื่อครั้งที่ผู้ตายและสามีผู้ตายเดินทางกลับมาร่วมงานศพญาติที่ขอนแก่น แต่มาวันนี้กลับเป็นผมเองที่ต้องไปรับศพน้าสาว แต่ที่เสียใจที่สุดคือ แม่ของน้าช่อ หรือยายของผม ที่เพิ่งกลับมาจากพบกับน้าช่อได้เพียง 3 วัน ก็ต้องกลับไปรับศพน้าช่อกลับบ้าน" นายภาณุพงศ์ กล่าว
ขณะที่ นายปรีชา ทาระวัน อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 171 ม.10 ต.โนนทอง อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ครอบครัวขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่แสดงความปรารถนาดีเข้ามาให้การช่วยเหลือครอบครัว ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัด และส่งคณะทำงานลงพื้นที่มาประสานงานในการทำงานด้านต่างๆ ทำให้ชุมชนทราบว่าเราไม่ได้ถูกทอดทิ้ง แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางคดีก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นดำเนินการอย่างเต็มที่ ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องการรักษาพยาบาลนั้น คงต้องมอบหมายให้ทีมกฎหมายนั้นดำเนินการ ซึ่งเมื่อวานที่ผ่านมา (12 พ.ย.) ได้เข้าร้องเรียนในเรื่องที่เกิดขึ้นที่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้รับกำลังใจจากผู้ใหญ่ที่จะรับเรื่องของผู้ตายไว้พิจารณาและสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป
...
"ผู้ตายเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่เดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เรียนจบ เพื่อส่งเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว วันนี้เราขาดเสาหลักของครอบครัวไป ด้วยการกระทำของสามีใหม่ เราทุกคนก็ต้องช่วยกัน ลูกสาวของผู้ตาย หรือหลานสาวคนเล็ก ครอบครัวตัดสินใจให้กลับมาอยู่ที่บ้านเราแล้ว อยู่กันตามสภาพ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างเต็มความสามารถ เราเรียกร้องได้ก็เฉพาะในสิ่งที่ชาวบ้านทำได้" นายปรีชา กล่าว.