“นกน้อย” ปัดไถ่โฉนดที่ดินคืนตามการไกล่เกลี่ยของทนายรอบก่อน กลับคำพูด ระบุ "เป็นเงินที่ใช้ร่วมหุ้นทำวง" คู่กรณีวอน ตร.ช่วยเร่งคดี รอมา 4 ปี ยังถูกโกหกซ้ำซาก ท้าสาบานปู่ศรีสุทโธ

จากกรณี นางสุดารัตน์ ภูผานี อายุ 40 ปี นักธุรกิจ แจ้งความจับนางอุไร ฉิมหลวง หรือนกน้อย อุไรพร อายุ 61 ปี หมอลำชื่อดังวงเสียงอิสาน เบี้ยวหนี้ 3.8 ล้านบาท หลังยืมโฉนดที่ดิน 33 ไร่ มูลค่า 49 ล้านบาท ไปจำนองกับนายทุนเงินกู้นอกระบบ ผ่านไปเกือบ 3 ปี ยังไม่ได้โฉนดคืน และไม่มาตามนัดเคลียร์หนี้คืนโฉนดตามนัด ทั้งที่นายทุนได้ยอมไกล่เกลี่ย ลดหนี้ให้เหลือ 2.1 ล้านบาท ทำให้คู่กรณีต้องเลื่อนตั๋วเครื่องบินกลับอเมริกาเป็นครั้งที่ 6 โดยวานนี้ทางตำรวจได้นัดให้นกน้อยมาพบ ซึ่งตลอดทั้งวันมีผู้สื่อข่าวรอทำข่าว ไม่ปรากฏร่างของนกน้อย แต่กลับมาพบตำรวจช่วงเย็น หลังไม่มีผู้สื่อข่าวอยู่ที่โรงพักแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (17.30 น.วันที่ 8 ต.ค.) ทางนกน้อย อุไรพร พร้อมทนายความ ได้เดินทางเข้าพบกับ พ.ต.ท.ผลิตอรัญ บุญมาตุ่น รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เจ้าของคดี ตามหมายเรียกที่ให้มาพบ ในวันที่ 8 ตุลาคม เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

...

โดยทางนกน้อยให้ปากคำประมาณ 1 ชั่วโมง พร้อมปฏิเสธ ข้อกล่าวหา “ฉ้อโกง” รับว่าเป็นการร่วมลงทุนด้วยกัน โดยวันนี้ทางนกน้อยแจ้งตั้งแต่วันที่เปิดวงเสียงอิสาน ที่บ้านเลขที่ 555 หมู่ 17 บ้านหนองใส ต.หนองนาคำ อ.เมือง จ.อุดรธานี ว่า จะเดินทางไปทำการแสดงที่ จ.นครพนม

ต่อมาเวลา 14.00 น. วันนี้ นางสุดารัตน์ ภูผานี อายุ 40 ปี นักธุรกิจ เจ้าหนี้ของ นกน้อย อุไรพร ได้เดินทางมาพบ พ.ต.ท.ผลิตอรัญ บุญมาตุ่น รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อนำเอกสารหลักฐานให้กับทางพนักงานสอบสวนเพิ่มเติม รวมทั้งให้ปากคำเพิ่มเติมอีก โดยการสอบปากคำใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นได้เข้าพบ พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อขอทราบแนวทางการดำเนินการ หลังจากที่ทาง นกน้อย มาพบพนักงานสอบสวนแล้ว


หลังจากนั้น นางสุดารัตน์ ภูผานี ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาตามข่าวที่แม่นกน้อยเข้าพบตำรวจเมื่อช่วงเย็นวานนี้ ทราบว่าเขาให้การปฏิเสธไม่ได้เอาเงินไป ทั้งที่เขาให้เรารอถึงวันที่ 25 กันยายน ที่จะหาเงินมาเคลียร์หนี้ให้ได้ แล้วก็ขอร้องเราว่าอย่าเพิ่งไปออกสื่อ ที่ผู้ใหญ่ก็ขอร้องมาว่า แม่นกน้อยก็มีหน้ามีตาใน จ.อุดรธานี ทำชื่อเสียงให้จังหวัด เราก็ทำตามทุกอย่างแล้ว แต่พอถึงวันที่ 25 กันยายน ก็กลับหายเงียบไปเลย ไม่มีใครติดต่อมา วานนี้เมื่อมาให้ปากคำกับตำรวจก็บอกว่า เป็นการร่วมลงทุนอีกเหมือนเดิม ทั้งที่บอกให้เรารอว่า จะนำที่ดินที่นั่นที่นี่มา บอกกำลังหาเงินอยู่ มันเป็นไปไม่ได้ที่ว่าจะร่วมลงทุน เราไม่มีประสบการณ์ในเรื่องออร์แกไนซ์ เราจะเอาเงินให้เขาถือทำไม เราเอาเงินมาถือเองก็ได้ เราก็เป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง จะร่วมลงทุนทำไมต้องหอบเงินไปให้เขา

"เมื่อร่วมลงทุนแล้ว ทำไมเขาต้องมารับสภาพหนี้ เรามีหลักฐานทุกอย่าง ที่เราจะนำไปใช้ในชั้นศาล รวมทั้งคลิปเสียง หลักฐานต่างๆ เรามีหมด ต่อไปก็คงต้องให้เป็นหน้าที่ของตำรวจไปก่อน ให้ทางตำรวจดำเนินตามขั้นตอน ที่คงต้องฟ้องร้องกันไป หากเขามาปฏิเสธอย่างนี้ โดยเราก็ต้องยอมเสียเวลา ทั้งเสียความรู้สึกมากๆ แม่นกน้อยก็เป็นคนใจบุญชอบทำบุญ แล้วทำไมคนที่เคยมีบุญคุณกับเขา กลับมาทำกันขนาดนี้ ทุกอย่างรู้อยู่แก่ปาก อยากอยู่แก่ท้อง 4 ปีแล้วที่เราทวงคืน เราทวงเองยังไม่ได้ ทั้งที่คนต่างๆ รอบข้างทุกคนก็รู้กันหมด แล้วยังมาปฏิเสธไม่ได้เอาเงินไป"

นางสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า ขอฝากกับแม่นกน้อยอีกครั้งว่า ให้ออกมายอมรับ ความจริงก็คือความจริง ที่เป็นสิ่งไม่ตาย สังคมก็ยอมให้อภัย แต่ถ้าตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จอีก สังคมก็จะประณาม ทุกวันนี้โลกโซเชียลไม่มีคนโง่แล้ว เขาดูออกว่าใครผิดใครถูก ออกมายอมรับเถอะ ตอนที่แม่ลำบากตนก็นำเงินมาช่วย ตอนนี้ตนลำบาก มาขอร้องเอาที่ดินมาคืนเท่านั้น ขอให้ออกมารับเสีย ทราบว่าทางวงมีงานถึงปี 2564 งานเข้ามาเต็มเลย กำลังใจเยอะแยะ ก็ขอให้โชคดี นำเงินตรงนั้นมาใช้หนี้ มันจะได้จบๆ ขอให้มาแสดงความรับผิดชอบ อายุก็มากแล้ว ชื่อเสียงก็ระดับประเทศ ก็ขอร้องไว้ตรงนี้

“ถึงตอนนี้ดิฉันก็อยากสาบานต่อหน้าพ่อปู่ศรีสุทโธ ว่าถ้าดิฉันพูดความจริงของให้ดิฉันเจริญขึ้น ถ้าดิฉันไม่ได้พูดความจริง พูดปด ก็ขอให้มีอันเป็นไป หรือถ้าใครโกหกก็ขอให้มีอันเป็นไปในเร็ววัน ก็ขอสาบานตรงนี้เลย เพราะดิฉันบริสุทธิ์ใจ ตามที่พูดมาที่เป็นความจริง” นางสุดารัตน์ กล่าว

...

ด้าน พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า หลังสอบปากคำทั้ง 2 ฝ่าย ต่อไปทางตำรวจก็จะทำสำนวนส่งให้ทางอัยการพิจารณา และส่งศาลดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งเรื่องที่ทางผู้ร้องเข้าใจ บางครั้งเกิดจากการที่เราไปฟังว่า เขาให้การอย่างใจ ทำให้เราจะตกใจไป ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายให้การอย่างไร เป็นสิทธิของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่ทางตำรวจจะไปฟังคำให้การของใครเป็นพิเศษ ซึ่งทางตำรวจเราให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย

“ความจริงเรื่องที่เกิดขึ้น น่าจะไกล่เกลี่ยกันได้ ผมให้คำแนะนำทั้ง 2 ฝ่าย เข้ามาไกล่เกลี่ยร่วมกัน เรื่องทางคดีไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล สิ่งไหนที่คู่กรณีสามารถไกล่เกลี่ยกันได้ ก็จะมีการแนะนำให้มีการไกล่เกลี่ยกันก่อน แต่หากทางทำสำนวนของทางพนักงานสอบสวน ก่อนจะส่งต่อให้อัยการ น่าจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน แต่หากทางผู้เสียหาย ต้องการที่จะฟ้องแพ่ง สามารถใช้หลักฐานต่างๆ ที่มี ดำเนินการฟ้องเองได้”