เครือข่ายอดีตผู้การเลยโกงเงินลูกน้องยิ่งสาวยิ่งลึก “บิ๊กโจ๊ก” เดินหน้าจ่อออกหมายจับเพิ่มสัปดาห์หน้าอีก 17 ราย มีทั้งตำรวจ ข้าราชการยุติธรรม และประชาชน จากเดิมที่ถูกดำเนินคดีไป 17 ราย ล่าสุดเจ้าหน้าที่รัฐดอดมอบตัวเพิ่มอีก 2 ราย รวมเข้า รับทราบข้อหาแล้ว 11 ราย คาดภายใน ต.ค.นี้ สั่งฟ้องผู้ต้องหาได้ทั้งหมด ด้านเลขาธิการศาลสั่งลงโทษข้าราชการธุรการศาล 2 คน พัวพันขบวนการเดียวกันออกราชการไว้ก่อน ขณะที่ผู้พิพากษา 3 คน ถูกย้ายมาช่วยราชการส่วนกลางแล้ว

ทีมสืบสวนสอบสวนเดินหน้าเอาผิดเครือข่าย พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช อดีต รอง ผบช.สกพ. และอดีต ผบก.ภ.จ.เลย คดีโกงเงินอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นข้าราชการตำรวจใน จ.เลย หลังชักชวนเข้าร่วมโครงการรวมหนี้และบริหารหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ ตำรวจภูธรจังหวัดเลยนำไปลงทุน แต่กลับสูญเงิน 240 ล้านบาท มีตำรวจได้รับความเดือดร้อน 196 นาย กระทั่งมีการดำเนินคดี พล.ต.ต.สุทิพย์ กับพวก ก่อนขยายผลพบโยงใยขบวนการแชร์ลูกโซ่หลายพื้นที่ มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท เบื้องต้นพบผู้ต้องหาทั้งหมด 17 คน มีทั้งข้าราชการกระทรวงยุติธรรม พลเรือน และตำรวจอีกหลายนาย อยู่ระหว่างเรียกตัวมาสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา

ต่อมาเวลา 10.30 น.วันที่ 15 ก.ย. ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนคดีสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย บช.ภ.4 จ.ขอนแก่น พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รอง ผบช.สกบ. ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องคดีดังกล่าวพร้อมด้วย พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง รอง ผบช.ภ.4 ร่วมประชุมชุดสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีเพื่อติดตามความคืบหน้าในการเอาผิดกับผู้ต้องหาทั้ง 17 คน โดยเฉพาะ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช อดีต ผบก.ภ.จ.เลย ผู้ต้องหารายสำคัญ ทั้งนี้ มีรายงานว่าวันนี้มีผู้ต้องหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอีก 2 คน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดใดๆ

...

พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รอง ผบช.สกบ. กล่าวว่า ผู้ต้องหาเข้ารายงานตัวและมอบตัวกับพนักงาน สอบสวนเพิ่มเติม และนำเงินสด 600,000 บาท ยื่น ประกันตัว พนักงานสอบสวนอนุญาตให้ประกันตัวไป แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดการสอบสวนได้ สรุปแล้วคดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 17 คน เข้ามอบตัวและเข้าพบ พนักงานสอบสวนแล้ว 11 คน ที่เหลือติดต่อมอบตัวกับเจ้าหน้าที่แล้ว ผู้ต้องหาทั้งหมดมีสิทธิ์ขอประกันตัว ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือน ส่วนผู้เสียหายคดีนี้รวม 240 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท เฉพาะข้าราชการตำรวจที่ได้รับความเสียหาย รวม 196 คน วงเงิน 240 ล้านบาท

“วันนี้กำชับและเน้นย้ำแนวทางปฏิบัติให้ทีมสืบสวนสอบสวนว่า ต้องทำงานกันอย่างละเอียด 3 ขั้นตอนหลักคือ การดำเนินคดีทางอาญาในข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน การยึดทรัพย์ และการเยียวยาผู้เสียหายทั้งในส่วนตำรวจและประชาชน ผู้ต้องหาบางรายอาจเป็นทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ดังนั้น การ ทำงานของพนักงานสอบสวนต้องละเอียดรอบคอบ” พล.ต.ต.กฤษกรกล่าว

พล.ต.ต.กฤษกรกล่าวอีกว่า คดีทั้งหมดให้รวมเป็นคดีเดียวกัน เนื่องจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เน้นย้ำว่าถ้าการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาเป็นกลุ่มเดียวกัน มีพฤติกรรมเหมือนกัน และเชื่อมโยงถึงกัน ให้รวมเป็นคดีเดียวกัน นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนตรวจสอบเส้นทางการเงินและประสานธนาคารพาณิชย์อายัดบัญชีธนาคารของผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องได้ในบางส่วนแล้ว สำหรับเครือข่าย พล.ต.ต.สุทิพย์ ยึดทรัพย์รวมกว่า 130 ล้านบาท มีเงินสด บ้านจัดสรร ปั๊มน้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ และรถยนต์ คาดว่าจะสรุปสำนวนและสั่งฟ้องเอาผิดผู้ต้องหาทั้งหมดภายในต้นเดือน ต.ค.นี้

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลา 11.45 น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่าย พล.ต.ต.สุทิพย์ ว่า เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นยึดทรัพย์เครือข่ายดังกล่าวกว่า 140 ล้านบาท และ ดำเนินคดีผู้ต้องหาแล้ว 17 ราย สัปดาห์หน้าเตรียม ออกหมายจับเพิ่มอีก 17 ราย เป็นตำรวจ ข้าราชการในกระบวนการยุติธรรมและประชาชน ทั้งนี้ พบว่ามีตำรวจอีก 20 นาย มีตั้งแต่ระดับ ผบก.ถึงชั้นประทวน เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินเครือข่ายดังกล่าว โดยนำรายชื่อทั้งหมดเสนอ ผบ.ตร. พิจารณาตามขั้นตอน หลังจากนี้ภายในระยะเวลา 1 เดือน จะ เร่งตรวจสอบเครือข่ายนี้ให้มีความชัดเจน 100 เปอร์เซ็นต์ โดยประสานปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินขบวนการดังกล่าวเพื่อนำเงินมาคืนตำรวจชั้นผู้น้อยและประชาชน ผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานศาลยุติธรรมกรณีมีข่าวไล่ออกผู้พิพากษา 2 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ขณะนี้เลขาธิการศาลมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแก่ข้าราชการธุรการศาล 2 คน ส่วนผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ 3 คน ศาลยุติธรรมสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นแล้ว มีคำสั่งให้ย้ายจากต้นสังกัดศาลในภาค 3 และ 4 มาช่วยราชการส่วนกลาง และอยู่ระหว่างรอดำเนินการตามขั้นตอน