รอง ผบช.ภ.4 เผย จ่อเรียก อดีตผู้การฯ เลย ให้ปากคำ 4 มิ.ย.61 แจงปมทุจริตเงินกองทุนรวมหนี้ ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเลย จนสูญเงินไป 229 ล้านบาท ไม่ชัดเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่...

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 30 พ.ค.2561 ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จ.ขอนแก่น พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดชไพบูลย์ รอง ผบช.ภ.4 ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสืบสวนสอบสวนการทุจริตโครงการรวมหนี้และโครงการบริหารจัดการหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจภูธรจังหวัดเลย กล่าวว่า ขณะนี้ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่ได้รับการมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่ชาติและบช.ภ.4 โดยได้สอบปากคำตำรวจที่ได้รับผลกระทบไปแล้ว 30 ราย จากจำนวนข้าราชการที่เข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ 193 ราย ขณะเดียวกันยังคงมีการสอบสวนพยานปากสำคัญ ที่เป็นคณะทำงานของ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รอง ผบช.สำนักงานกำลังพล อดีต ผบก.ภ.จว.เลย ในช่วงของการดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย ประกอบด้วย พ.ต.อ.อุดร ชูก้าน ผจก.สหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย และ พ.ต.อ.เฉลิมพล ยอดประทุม คณะทำงาน โดยทั้งหมดต่างให้การที่เป็นประโยชน์ โดยยืนยันถึงการโอนเงินจำนวน 229 ล้านบาทให้กับ พล.ต.ต.สุทิพย์ แต่การบริหารจัดการต่างๆ นั้น พล.ต.ต.สุทิพย์ เป็นคนดำเนินการเพียงคนเดียว โดยที่คณะทำงานนั้นไม่รู้


“ตำรวจภูธร จ.เลย มีข้าราชการทั้งหมด 1,700 คน ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกของสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย 1,552 คน โดยโครงการรวมหนี้นั้นดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 ในขณะที่ พล.ต.ต.สุทิพย์ ดำรงตำแหน่ง ผบก.ภ.จว.เลย และประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย มีข้าราชการตำรวจเข้าร่วมโครงการรวมหนี้ ตามนโยบายของ ตร.ภ.4 ทั้งหมด 230 คน แต่ พล.ต.ต.สุทิพย์ กลับมีการตั้งโครงการบริหารหนี้ขึ้นมาอีกเพื่อให้ตำรวจที่เข้าร่วมโครงการนั้น มีรายได้จากเงินปันผลอีกเดือนละ 5,000 บาท

ที่ผ่านมามีข้าราชการตำรวจเข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ 193 คน และอีก 77 คน ไม่เข้าร่วมโครงการและขอนำเงินที่ได้จากสหกรณ์จากการรวมหนี้ ไปชำระกับสถาบันการเงินเอง มีเพียงข้าราชการตำรวจ 193 นายเท่านั้น ที่กู้ยืมเงินจากการรวมหนี้ของสหกรณ์ มามอบให้กับ พล.ต.ต.สุทิพย์ เพื่อดำเนินการตามโครงการบริหารหนี้ ยอดเงินรวม 229 ล้านบาท โดยในระยะแรกนั้น พล.ต.ต.สุทิพย์ มีการชำระเงินให้กับสถาบันการเงิน ตามที่ข้าราชการตำรวจทั้ง 193 นายนั้นแจ้งมา แต่มาในช่วง 4-5 เดือนหลัง ไม่มีการชำระเงินแต่อย่างใด ทำให้ข้าราชการตำรวจทั้ง 193 นาย ถูกสถาบันการเงินฟ้องร้องและขอบังคับคดีตามกฎหมาย จนกลายมาเป็นข้อร้องเรียนเกิดขึ้น 

“ทั้งนี้ได้สอบถามไปยัง พล.ต.ต.สุทิพย์ เพื่อสอบถามถึงเงินที่จะนำมาชำระให้กับข้าราชการตำรวจตามสัญญาการทำโครงการก็ยังไม่มีการโอนเงินคืนมาแต่อย่างใด ทำให้ บช.ภ.4 มีหนังสือไปยัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ มาชี้แจงในเรื่องที่เกิดขึ้นกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ บช.ภ.4 ในวันที่ 4 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ที่ บช.ภ.4 จ.ขอนแก่น” รอง ผบช.ภ.4 กล่าว

รอง ผบช.ภ.4 กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นพบว่า มีมูลตามที่ได้มีการร้องเรียนมา ดังนั้นในวันที่ 4 มิ.ย.2561 ผู้ที่ถูกกล่าวหาจะต้องมาชี้แจง และให้ปากคำกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ บช.ภ.4 ตั้งขึ้นมา โดยเมื่อการให้ปากคำแล้วเสร็จจะมีการสรุปสำนวนส่งให้กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้รับทราบ เพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบต่างๆ ในภาพรวม 

ขณะที่แนวทางการให้ความช่วยเหลือข้าราชการตำรวจที่ถูกอดีต ผบก.ภ.จว.เลย นั้นหลอกให้เข้าร่วมโครงการนั้น พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 ได้เชิญผู้แทนสถาบันการเงินเข้าร่วมหารือเพื่อให้การช่วยเหลือตำรวจทั้ง 193 นาย โดยได้ข้อสรุปร่วมกันในเดือน พ.ค.นี้นั้น ตำรวจทั้ง 193 นาย จะต้องจ่ายเงินหนี้ แยกเป็น ธนาคารออมสิน 1 งวด, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 1 งวด และ ธนาคารกรุงไทย 3 งวด แยกตามประเภทหนี้ของแต่ละนาย และจะมีการปรับสถานะหนี้ของทุกคนให้เป็นไปตามปกติ จากนั้นในเดือน มิ.ย. จะผ่อนชำระแต่ละเดือนเป็นเวลา 12 เดือน คือ ธนาคารออมสิน เดือนละ 500 บาท บวกกับอัตราดอกเบี้ย ธนาคารอาคารสงเคราะห์จ่ายเดือนละ 500 บาท บวกกับอัตราดอกเบี้ย และธนาคารกรุงไทย จ่ายเดือนละ 1,000 บาท บวกกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งตำรวจทั้ง 193 นายนั้นมียอดหนี้ที่แตกต่างกันไป และทุกคนกำลังเป็นหนี้ 2 ทาง คือยอดหนี้เดิมจากสถาบันการเงินที่กู้มาแล้ว และยอดหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ ที่กู้เพิ่มในช่วงของการเข้าร่วมโครงการ

...


“วันนี้ พล.ต.ต.สุดพิเศษ เอกศิริ ผบก.ภ.จว.เลย คนปัจจุบัน ได้มีคำสั่ง ปลด พ.ต.อ.อุดร ชูก้าน ออกจากตำแหน่ง ผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเลยแล้ว เพื่อให้การสอบสวนต่างๆ นั้นแล้วเสร็จในภาพรวม และจากการตรวจสอบเสถียรภาพทางการเงินของ ภ.จว.เลย นั้นยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่มีผลกระทบใดๆ และมีงบดุลที่เป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์กลางกำหนด อย่างไรก็ดีเพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องให้กับตำรวจทั้ง 193 นาย บช.ภ.4 ได้มีคำสั่งให้สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเลยประเมินศักยภาพของตำรวจที่ประสบปัญหาในการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ฉุกเฉิน รายละไม่เกิน 50,000 บาท เพื่อให้นำมาชำระหนี้ตามการปรับโครงสร้างหนี้ล่าสุด รวมทั้งการเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่ายให้กับครอบครัวในระยะนี้อีกด้วย ส่วนการสอบสวนและการสอบปากคำตำรวจที่เกี่ยวข้องนั้น บางเรื่องไม่ขอเปิดเผยข้อมูล และจะมีการสรุปสำนวนให้กับ สตช.ได้รับทราบหลังการสอบปากคำ พล.ต.ต.สุทิพย์ แล้วเสร็จ”

พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ กล่าวด้วยว่า พยานที่เข้าให้การไม่ทราบว่า พล.ต.ต.สุทิพย์ นำเงินจำนวน 229 ล้านบาทไปใช้ลงทุนประเภทใดหรือกระทำการใดๆ ประเด็นนี้จะต้องมีการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน รวมทั้งการดำเนินคดีทั้งอาญา และวินัย ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่แต่งตั้งขึ้นมาจะทำการสรุปข้อมูลต่างๆ ในภาพรวม ทำให้ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเงินทั้งหมดที่นำไปนั้นเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่ และการที่ตำรวจทั้ง 193 นายตัดสินใจเข้าร่วมโครงการบริหารหนี้ ต่อจากโครงการรวมหนี้นั้น เป็นเพราะความไว้ใจในตัว พล.ต.ต.สุทิพย์ ในฐานะผู้บังคับบัญชา และเคยดำเนินงานสำเร็จในการบริหารจัดการหนี้ตำรวจ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งที่ จ.หนองบัวลำภู แต่เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งหมดจะต้องได้รับการตรวจสอบเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและคลายข้อสงสัยให้กับประชาชนที่ติดตามประเด็นดังกล่าวอยู่ในขณะนี้.

...