แม่น้องแอ๋มกลับทันที หลังฟังคำพิพากษา ขณะที่ฟ้าฝนถล่มจนสื่อและคนที่มาศาลแตกกระเจิงหนีไปคนละทาง ญาติเปรย น้องแอ๋มคงไม่พอใจ ส่วนทนายทีมสวยหั่นศพพอใจระบุมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์...

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากศาล จ.ขอนแก่น อ่านคำพิพากษาในคดีร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรม น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือน้องแอ๋ม โดยมีคำสั่งจำคุกจำเลยที่ 1-2 เปรี้ยว และเอิร์น คนละ 34 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 3 เบนซ์ รวม 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา จำเลยที่ 4 วศิน จำคุกรวม 23 ปี 4 เดือน 20 วัน และจำเลยที่ 5 แจ้ จำคุกรวม 33 ปี 9 เดือน ทนายความฝ่ายโจทก์ร่วม, ครอบครัวของน้องแอ๋ม รวมทั้งทนายฝ่ายจำเลย และครอบครัวของฝ่ายจำเลย ได้ลงมาจากห้องพิจารณาคดีที่ 12 ชั้น 2 เพื่อมารอคัดคำสั่งศาลและบางส่วนได้เดินทางกลับ

มีรายงานว่า จังหวะที่สื่อมวลชนกำลังขอเข้าสัมภาษณ์แต่ละฝ่าย ได้เกิดฟ้าผ่าและฟ้าร้องเสียงดังสนั่นหลายครั้ง ก่อนที่จะมีพายุฝนและลมกระโชกแรงพัดถล่มเมืองขอนแก่นอย่างหนัก ทำให้ทีมพนักงานอัยการ, ทนายฝ่ายโจทก์, ทนายฝ่ายจำเลย รวมทั้งครอบครัวของฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย รวมทั้งสื่อมวลชนที่มาเฝ้าติดตามทำข่าว ต้องแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง จากพายุฝนที่พัดถล่มลงมา โดยคนในครอบครัวของน้องแอ๋มบอกว่า เป็นเพราะน้องแอ๋มไม่พอใจกับโทษที่จำเลยได้รับ จึงดลบันดาลให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองพัดถล่มเมืองขอนแก่นนานกว่า 1 ชม. 

...

นายนพดล สีดาทัน ทนายความฝ่ายโจทก์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ขณะนี้ได้ขอคัดคำสั่งศาลแล้ว ฝ่ายโจทก์จะขอยื่นอุทธรณ์ต่อไป การอุทธรณ์นั้นทำได้หมดทุกคน ผู้ต้องหาควรได้รับโทษหนักกว่านี้ เพราะว่ามันเป็นขบวนการ เงินที่ศาลสั่งให้ น้อยเกินไป และก็เขาจ่ายมาแล้ว 50,000 มันน้อยเกินไป ทีมทนายความและครอบครัวไม่พอใจ เพราะเราสู้ใน ม.289 ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนครอบครัวของน้องแอ๋มเดินทางออกจากศาลทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่อย่างใด

นายอมรพงศ์ จันทร์กวี ทนายความของ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือเปรี้ยว จำเลยที่ 1 กล่าวว่า ทีมทนายความรู้สึกพอใจในคำพิพากษาของศาล เพราะที่ผ่านมาโดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ได้ยืนยันว่าตลอดว่าไม่ได้มีการวางแผนฆ่าน้องแอ๋ม และไม่ได้มีการเตรียมมีดมาฆ่า จึงไม่ใช่การร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือมาตรา 289 แต่อย่างใด ทีมทนายความฝ่ายจำเลยได้ต่อสู้ในข้อหานี้มาโดยตลอด ศาลก็มีการยกฟ้องในมาตรา 289 และยังคงไว้ที่มาตรา 288 เท่านั้น และเมื่อศาลมีคำพิพากษามาว่าจำเลยแต่ละคนมีโทษเป็นตัวเลขว่ากี่ปี ซึ่งยังไม่ทราบว่าจำเลยจะอุทธรณ์หรือไม่ ทั้งนี้ ในความเป็นจริงสามารถอุทธรณ์ได้ทั้งสองฝ่าย เพราะจำเลยที่ถูกพิพากษาเกิน 30 ปี สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ 

ด้านนายธนัญชัย วงษ์ซ้าย ทนายความของ น.ส.เบนซ์ จำเลยที่ 3 ในคดี กล่าวว่า หลังคำพิพากษาดังกล่าวออกมาครอบครัวไม่สามารถที่จะเตรียมตัวได้ทัน จึงได้หารือกันแล้วว่าจะทำการยื่นขอประกันตัวในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ค.) ด้วยหลักทรัพย์ที่เป็นเงินสด 100,000 บาทเนื่องจากผู้ต้องหานั้นได้ให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร ซึ่งเป็นเพียงข้อหาเดียวในคดีดังกล่าว โดยศาลได้ตัดสินจำคุก 2 ปี แต่ด้วยให้การรับสารภาพจึงลดโทษลงให้เหลือจำคุก 1 ปีโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งที่ผ่านมานั้น น.ส.เบนซ์ อยู่ในระหว่างการประกันตัวของกองทุนยุติธรรม ซึ่งขณะนี้ศาลสั่งเด็ดขาดแล้ว ครอบครัวจึงเตรียมที่จะนำเงินสดจำนวน 100,000 บาท มายื่นขอประกันตัวต่อศาลต่อไป

“สำหรับ น.ส.เปรี้ยว น.ส.เอิร์น และ น.ส.แจ้ ที่เป็นผู้ต้องหารายสำคัญของคดีนี้ ซึ่งศาลได้มีคำสั่งจำคุกเกินกว่า 33 ปีนั้น จะต้องถูกส่งตัวไปทำการคุมขังที่เรือนจำกลางกรุงเทพฯ หรือเรือนจำคลองไผ่ แต่ทั้งนี้เชื่อว่าน่าจะถูกสงตัวไปทำการคุมขังที่เรือนจำคลองไผ่ ตามระเบียบองกรมราชทัณฑ์ต่อไป เนื่องจากเรือนจำกลางขอนแก่นนั้นสามารถคุมขังผู้ต้องหาได้ในอัตราโทษที่ไม่เกิน 33 ปี” ทนายกล่าว 

ขณะที่ นางสาวประภาสิริ ประสมสี พี่สาวของ น.ส.เปรี้ยว ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทั้งน้ำตาว่า ที่ผ่านมาตัวเองพยายามหลบสื่อตลอด และไม่อยากจะพูดอะไรมาก ซึ่งเชื่อในความยุติธรรม และเชื่อว่าน้องสาวตัวเองไม่ใช่คนที่มีจิตใจโหดร้ายตามที่มีการเสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในวันนี้หลังจากที่ศาลพิพากษาตัดสิน ผลออกมาว่าไม่ได้เป็นการตั้งใจฆ่า ก็เป็นการพิสูจน์แล้วว่าน้องสาวของตนไม่ใช่คนโหดร้ายอย่างที่ถูกประณามมาโดยตลอดเกือบ 1 ปี.