ตรวจเงินทอน 10 ล้าน วัดดังอุดรฯ เจ้าอาวาสยันคืนไปแล้ว เบิกธนาคารไปสดๆ 10 ล้าน คืนเจ้าหน้าที่ พศ.ไปทั้งหมด ไม่มีโครงการ ไม่ได้ทำอะไร จึงคืนไปโดยไม่มีหลักฐาน ส่วนคนรับก็ไม่รู้อยู่ไหน เพราะนาน 5-6 ปีแล้ว
วันที่ 25 เม.ย. จากรายงาน กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) ได้นำแฟ้มสำนวนคดีเงินทอนวัดลอต 3 จำนวน 8 แฟ้ม กว่า 4,000 หน้า แบ่งเป็น 7 วัด ผู้ต้องหา 20 คน เป็นพระสงฆ์ 7 รูป และ ฆราวาส 13 คน มาส่งมอบให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพิ่มเติม โดยระบุว่า มีพระสงฆ์ 7 รูป ที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งฆราวาส และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. กลุ่มใหม่ เกี่ยวข้องด้วย และยังระบุว่า มีวัดที่ จ.อุดรธานี ที่ได้มีการลงพื้นที่ไปตรวจสอบแล้ว
ที่ จ.อุดรธานี หลังทราบข่าวว่า วัดที่ทาง บก.ปปป.เข้าทำการตรวจสอบ คือ วัดศรีนคราราม บ้านดงเมือง ต.กุมภวาปี อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปพบ พระโสภณพุทธิธาดา อายุ 65 ปี เจ้าอาวาสวัดศรีนคราราม รองเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี (มหานิกาย) ที่กุฏิเจ้าอาวาส ซึ่งอนุญาตให้ผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องเงินทอนวัด ที่ทาง บก.ปปป.ลงพื้นที่ตรวจสอบ ทราบว่าเป็นการโอนเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ที่ทาง พศ.โอนมาให้ทางวัด ประมาณ 10 ล้านบาท เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา
...
พระโสภณพุทธิธาดา เปิดเผยว่า ทราบเรื่องที่ทาง บก.ปปป.จะมาตรวจสอบที่วัดฯ เพราะมีการส่งชื่อมาให้ก่อน จะเข้ามาตรวจ โดยตรวจสอบที่อุดรธานี 3 วัด เมื่อตรวจสอบ 2 วัดเสร็จแล้ว ก็เข้ามาตรวจสอบที่วัดศรีนคราราม ที่เขามา เพราะตามเงินที่มีการโอนเข้ามา พูดง่ายๆ คือเขามาหาข้อมูลจากเราว่า เมื่อเงินเข้ามาแล้ว นำไปทำอะไร มีโครงการที่ขอไปทาง พศ.หรือไม่ แล้วได้ทำอะไรกับเงินที่โอนเข้ามาอย่างไร
"ตอนนั้นเมื่อมีเงินถูกโอนเข้ามาแล้ว เราได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการสถานศึกษา และมีมติในตอนนั้นว่า ให้เรานำเงินที่รับโอนมาส่งคืนทาง พศ. เพราะทางวัดไม่มีโครงการอะไร ต้องส่งคืนให้เขา เพื่อจะได้นำเงินจำนวนนี้ไปจัดการศึกษาให้วัดแห่งอื่นต่อไป หลังจากนั้น 2-3 วัน หลวงพ่อจึงเบิกเงินสดจากธนาคารทั้งหมด นำไปคืน พศ.ที่กรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง พร้อมกรรมการสถานศึกษาอีก 1 คน เป็นเงินสดทั้งหมดประมาณ 10 ล้านบาท โดยการคืนเงินไม่ได้มีหลักฐานอะไรมาให้ และไม่ได้ถ่ายภาพเก็บไว้ และคนที่รับเงินคืนตอนนี้ก็ไม่รู้อยู่ไหน คงจะเกษียณราชการไปแล้ว"
พระโสภณพุทธิธาดา กล่าวอีกว่า เพราะว่าที่เรานำเงินไปคืนบริสุทธิ์ใจ ซึ่งหลวงพ่อไม่ได้นำเงินนี้ไปใช้ในส่วนอื่นเลย เพราะเงินเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา แล้วเราก็ไม่ประสงค์ที่จะเอาเงินของเขา เพราะเราไม่มีโครงการ ไม่มีแผนงาน โดยเขาจะเอาเงินไปทำอะไรต่อก็ไม่ทราบ ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะผ่านมา 5-6 ปีแล้ว ซึ่งหลังจากนั้นมาก็ไม่มีการโอนเงินอะไรมาให้อีก อีกทั้งทางเราก็ไม่เคยขออะไรไป ตั้งแต่บวชมา 44 พรรษา จะสร้างอะไรก็ใช้เงินจากที่ญาติโยมมาบริจาค หรือออกไปเทศน์ ทำกฐินผ้าป่า เท่านั้น
เจ้าอาวาสวัดศรีนคราราม กล่าวต่อไปว่า หลังจากที่มีข่าวออกมา มีชื่อวัดของอาตมาอยู่ด้วย คิดว่าไม่เป็นไร เพราะตอนเขาเข้ามาตรวจสอบ เขาก็ให้ข้อคิดว่า ที่เขามาสอบสวนเพื่อเอาเป็นพยาน เป็นแนวทางสืบสาวเอาเรื่องไปถึงผู้ที่ทุจริต พระไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เจ้าหน้าที่ของ พศ.มาเกี่ยว ทำโครงการอะไรมา อาตมาก็ไม่รู้เรื่องกับเขา เราก็อยู่ที่วัดของเรา เมื่อส่งเงินคืนไปแล้วก็คิดว่าเรื่องคงจบ อาตมาก็ได้ให้เอกสารหลักฐานต่างๆ กับทางเจ้าหน้าที่ไปหมดแล้ว รวมถึงข้อมูลที่เขาอยากได้ด้วย เมื่อเงินมันมาไม่ถูกทาง เราก็ต้องรีบส่งกลับคืนให้เขาไป ซึ่งตอนนั้นคนโอนคงเห็นว่าที่วัดไหนที่เจ้าอาวาสมีบารมี พูดจาเข้าใจกัน เพราะเราใจกว้างใจดีอยู่แล้ว เขาก็เลยโอนเงินส่งมาให้ เมื่อได้มาเราก็รีบส่งกลับไป ซึ่งตอนที่เขาโทรศัพท์มาบอกมีเงินเข้ามา เราก็ตกใจ เพราะเกิดมายังไม่เคยเห็นเคยมีเงิน 10 ล้านบาท ส่วนเงินใช้ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม ประมาณเดือนละ 260,000 บาท ที่ทางสำนักพุทธจังหวัดอุดรธานี โอนมาให้ ตามจำนวนนักเรียนสามเณร ที่มาศึกษาระดับมัธยม 1-6 รวม 127 รูป แบ่งเป็นค่าตอบแทนครู ค่าภัตตาหาร ค่าน้ำค่าไฟ และค่าวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน
"เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับอาตมาและทางวัด ก็ไม่ได้หนักใจ เพราะเราเชื่อในความบริสุทธิ์ใจของเรา ตัวเราไม่ได้เอา จะทำอย่างไรก็แล้วแต่กระบวนการให้เขาว่ากันไป ทุกอย่างบริสุทธิ์ใจ นี่คือความสบายใจของเรา ถ้าปกติก็คงจะเครียด ซึ่งไม่เจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน แล้วเราก็ไม่ได้ติดใจอะไร สิ่งนี้ถือว่าเป็นบทเรียน ซึ่งต่อไปจะได้บอกเพื่อนพระตามวัดต่างๆ ว่า อย่าไปนำเงินที่ไม่ได้ขอ หรือเงินอื่นๆ มาทำแบบนี้ เรื่องนี้มันละเอียดอ่อน ต้องคุยต้องปรึกษาหารือกันก่อนว่าจะทำอย่างไร เราอยู่บ้านนอกแบบนี้ มีข่าวออกมา ก็มีเพื่อนพระ ลูกศิษย์ลูกหา โทรมาถามข่าวอยู่ทุกวัน เราก็บอกว่าไม่มีอะไร แต่ถ้าตอนนี้เราเอาเงินนี้ไปใช้ นั่นแหละถึงจะผิด มีทุกข์ขึ้นมาแน่ และขาหนึ่งก็คงก้าวเข้าคุกไปแล้ว"
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทาง บก.ปปป.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวัด ในพื้นที่ จ.อุดรธานี เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเข้าตรวจสอบ วัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง (ธรรมยุติ) เขตเทศบาลนครอุดรธานี, วัดมัฌชิมาวาส พระอารามหลวง (มหานิกาย) เขตเทศบาลนครอุดรธานี และ วัดศรีนคราราม (มหานิกาย) อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งการตรวจสอบครั้งนั้น ทาง บก.ปปป.ไม่อนุญาตให้ติดตามเข้าไปทำข่าว จนถึงวันนี้ จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีกับวัดศรีนครารามดังกล่าว