“ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” หรือ “อีสาน” หนึ่งในภูมิภาคที่รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนพัฒนาเพื่อเป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจสำคัญ ตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอนุภูมิภาค “ลุ่มแม่น้ำโขง”...เพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมการเกษตร
นับรวมไปถึงยกระดับการท่องเที่ยว...ประเพณี...วัฒนธรรม ตลอดจนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษแนวชายแดนให้เป็นประตูเชื่อมโยงเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงโอกาสจากการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่ง
ย้อนไปช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว สภาพัฒน์ได้นำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุม ครม.สัญจร ณ จังหวัดนครราชสีมา มีใจความสำคัญระบุว่า ภาคอีสานแม้มีพื้นที่และจำนวนประชากรมากถึง 1 ใน 3 ของประเทศ แต่กลับมีจีดีพีเพียง 1 ใน 10 ของประเทศ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพในเรื่องพื้นที่และจำนวนคน
จึงนำไปสู่การเสนอแผนยุทธศาสตร์พัฒนาตะวันออกเฉียงเหนือ...และหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญที่ระบุก็คือ การแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วยการเร่งพัฒนาความรู้ในสายอาชีพ ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ด้านการเกษตร พัฒนาเอสเอ็มอีท้องถิ่น...การเกษตรแปรรูป
เงื่อนปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากประชากรส่วนใหญ่ยังคงมีระดับการศึกษาต่ำ เป็นผลจาก “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ที่มีสาเหตุจากหลายปัจจัย อาทิ สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัว มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาในเมืองกับพื้นที่ชนบทที่ไม่เท่าเทียมกัน
สิ่งเหล่านี้ถูกบ่มเพาะสะสมมายาวนานจนกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็กในภาคอีสานจำนวนมากต้องขาดโอกาสการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เหมาะสม
จังหวัดขอนแก่น แม้ถูกยกให้เป็นเมืองหน้าด่านทางการศึกษาของภาคอีสาน ด้วยเป็นที่ตั้งสถานศึกษาทุกระดับชั้นรวมกันเกือบ 1,500 แห่ง แต่ด้วยขนาดพื้นที่ที่กว้างใหญ่มากถึง 26 อำเภอ 198 ตำบล ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพที่ต่างกัน ทำให้ความพร้อมด้านสาธารณูปโภคแต่ละพื้นที่ต่างกันตามด้วย
...
...ส่งผลให้เกิด “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” โรงเรียน...สถานศึกษาขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมมักกระจุกอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอใหญ่ๆ ขณะที่โรงเรียนมัธยมระดับกลางและโรงเรียนขยายโอกาสที่ขาดความพร้อมจะกระจายตัวอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ห่างไกล
ทำให้...แต่ละปีจึงมีเด็กที่เลิกเรียนกลางคันเป็นจำนวนมาก ทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กขอนแก่น (ประเมินจากค่าเฉลี่ย ONET ม.3) ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ
หากยังไม่แก้ไขย่อมกระทบกับศักยภาพ “คน” ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนอนาคตของประเทศให้ก้าวสู่ยุค 4.0 อย่างเลี่ยงไม่ได้ “โครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” จึงปักหมุด “ขอนแก่น” พื้นที่นำร่องแก้ปัญหาภาคอีสาน ด้วย “โมเดลยกระดับการศึกษาสะเต็มแบบครบวงจร 3 ด้าน”
โมเดลนี้จะเน้นกระตุ้นการเรียนการสอนแบบ “การเรียนรู้แบบสืบเสาะ” และ “การจัดการเรียนการสอนแบบการใช้ปัญหาเป็นฐาน” เพื่อเพิ่มทักษะการตั้งคำถามที่นำสู่ “กระบวนการคิด วิเคราะห์ ทำงานเป็นทีม เพื่อออกแบบวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม” มากกว่าการ “ป้อนความรู้พื้นฐาน”
ตอบโจทย์สำคัญการรับมือยุค 4.0 ที่ตลาดแรงงานมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่มากยิ่งขึ้น ภาคเอกชน บริษัทเชฟรอนฯร่วมมือกับสถาบันคีนันแห่งเอเชีย และเครือข่ายจาก 15 สถาบันอาชีวศึกษา...มหาวิทยาลัยขอนแก่นผุดโครงการนี้ขึ้นมา บริหารจัดการผ่านกิจกรรม 3 ด้าน
1.พัฒนาการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ให้กับกลุ่มโรงเรียนมัธยมระดับกลางและโรงเรียนขยายโอกาส 123 โรงเรียน ผ่านการจัดตั้ง “ศูนย์สะเต็ม (STEM Hub)” ขยายสู่โรงเรียนเครือข่าย
2.การสร้างเสริมประสบการณ์เรียนรู้สะเต็มศึกษานอกห้องเรียน เพื่อจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจผ่านโครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย (TCU) ปีละกว่า 6,000 คน จำลองการเรียนรู้เสมือนใน มหาวิทยาลัยให้เยาวชนระดับประถมศึกษาตอนปลาย...มัธยมศึกษาตอนต้น ได้สนุกกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
3.จัดตั้ง “ศูนย์การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพในอุตสาหกรรมอาหาร (TVET Food Hub)” ทำหน้าที่เป็นแกนหลักพัฒนาทักษะพื้นฐานสะเต็มให้กับนักเรียนอาชีวะและนักศึกษาในพื้นที่ขอนแก่นปูพื้นฐานต่อยอดผลิตช่างเทคนิควิชาชีพชั้นสูง รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร 1 ใน 10 อุตสาหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่มีภาคอีสานโดยเฉพาะขอนแก่นเป็นฐานผลิตขนาดใหญ่
ไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด บอกว่า โครงการ Chevron Enjoy Science เป็นโครงการระยะยาว 5 ปี มีเป้าหมายสำคัญเพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศด้วยการพัฒนาพลังคนผ่านการยกระดับการศึกษาในสาขาสะเต็มทั้งสายสามัญและสายอาชีพ พัฒนาศักยภาพแรงงาน ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนก้าวเข้าสู่วิชาชีพในสาขาสะเต็ม
“กุญแจสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องวางรากฐานตั้งแต่วัยเด็ก สำหรับในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ถือเป็นแหล่งผลิตแรงงานชั้นนำขนาดใหญ่ป้อนให้กับทั่วประเทศ ขอนแก่น...มีความเหมาะสมพร้อมทั้งในด้านสาธารณูปโภคทางการศึกษา เป็นที่ตั้งสถาบันอุดมศึกษา อาชีวศึกษา โรงเรียนทุกระดับชั้นจำนวนมากเหมาะที่จะเป็นพื้นที่นำร่องพัฒนาโครงการ”
ต้องย้ำว่า...“โมเดลยกระดับการศึกษาสะเต็มแบบครบวงจร” ครอบคลุมทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ด้านสะเต็มมาเติมฐานต่อยอดพัฒนาครูและนักเรียน มาปรับใช้กับกลุ่มโรงเรียน มัธยมระดับกลาง...โรงเรียนขยายโอกาส และสถาบันอาชีวศึกษา 15 แห่ง
...
โครงการนี้เป็นอีกตัวอย่างพลังขับเคลื่อนแบบ “รัฐร่วมเอกชน” ผ่านการพัฒนาการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือสะเต็ม (STEM) รวมถึงการศึกษาสายอาชีพ...อาชีวศึกษา เพื่อพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21
เป้าหมายสำคัญคาดว่า...จะสามารถช่วยยกระดับการศึกษาด้านสะเต็มศึกษาให้โรงเรียนกว่า 660 แห่งทั่วประเทศ พัฒนาศักยภาพครูผู้สอนกว่า 10,000 คน และมีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ทั้งสิ้นกว่า 500,000 คน ทั้งนักเรียน ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ฯลฯ
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มองว่า เป็นการต่อจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ “คน”
“สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยได้เห็นว่าเรื่องวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสนุก สามารถจับต้องได้ มีอนาคต...”
ในส่วนของภาคอาชีวศึกษา สำคัญคือเรื่องของอาชีพแห่งอนาคต ที่ไม่สามารถแยกได้ว่าจะต้องเรียนมหาวิทยาลัย หรืออาชีวะ เพราะต้องใช้ทั้งสมองเรื่องความคิดอ่าน พร้อมทักษะสูงที่มีไปพร้อมกัน การมุ่งเน้นพัฒนาคนในลักษณะของการเตรียมคนไทยไปสู่ศตวรรษที่ 21 ได้อย่างทรงคุณค่า...ขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม
“ไทยแลนด์ 4.0”...ทุกฝ่ายต้องร่วมด้วยช่วยฝันให้ไกล ไปให้ถึง.