ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ชุลมุนกลางสะพาน หลังทางการเมียนมาสั่งเบรกนำเข้าสินค้าไทย ทำต้นทุนพุ่ง คาดราคาไข่ไก่ในพื้นที่ท่าขี้เหล็ก พุ่งฟองละ 12-15 บาท


จากกรณีทางการท่าขี้เหล็ก ฝั่งเมียนมาได้สั่งห้ามรถตู้ รถสามล้อเครื่อง รถจักรยานพ่วงข้าง นำเข้าสินค้าทุกชนิดจากด่านแม่สาย 1 ชั่วคราว สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69 เจ้าหน้าที่ท่าขี้เหล็ก ได้ยึดเนื้อแช่แข็ง-ผักผลไม้จากไทย ข้อหาลักลอบนำเข้าเมียนมาจำนวน 12.767 ตัน จับคนขับรถเล็ก 25 คัน ดำเนินคดีข้อหาลักลอบนำสินค้าเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

โดยมีการผ่อนผันให้ถ่ายสินค้าให้คนเดินข้ามมาหิ้วของจากกลางสะพานไปเพื่อบริโภคเท่านั้น ไม่ให้นำเข้าไปเป็นคันรถเพื่อจำหน่าย ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการแก้ปัญหาด้วยการนำสินค้ามาวางพักไว้บริเวณกลางสะพาน แล้วใช้วิธีหิ้วถุงและแบกเดินข้ามฝั่งทีละเล็กทีละน้อย จากนั้นเดินวนกลับมารับสินค้าซ้ำหลายรอบ

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. วันนี้ (21 ก.ย. 69) บรรยากาศบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 ด่านพรมแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก อ.แม่สาย จ.เชียงราย เกิดความวุ่นวาย และชุลมุนขึ้นอย่างหนัก หลังจากด่านเปิดทำการในเวลา 06.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ทั้งไทยและเมียนมาจำนวนมาก นำสินค้าสด พืชผัก ผลไม้ และอาหารแช่แข็ง มารอเร่งนำข้ามฝั่งไปจำหน่ายยังตลาดเมืองท่าขี้เหล็ก สหภาพเมียนมา

ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมา ทางการเมียนมาได้สั่งระงับการนำเข้าสินค้าประเภทอาหารแช่แข็งเป็นการชั่วคราว และสินค้าอีกหลายรายการ โดยอ้างว่าสินค้าดังกล่าวไม่ได้ผ่านการตรวจมาตรฐาน และยังไม่ได้ชำระภาษีของเมียนมา ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าหาเช้ากินค่ำที่ไม่สามารถนำสินค้าข้ามแดนได้ตามปกติ ต้องหยุดชะงักลงบริเวณกลางสะพานพรมแดน จนเกิดความโกลาหลขึ้น

ความวุ่นวายดังกล่าว ไม่เพียงกระทบต่อการค้าขายชายแดน แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบการจราจรบนสะพาน เนื่องจากมีรถตู้รับ-ส่งนักเรียนที่เดินทางมาจากฝั่งท่าขี้เหล็ก ติดสะสมอยู่กลางสะพาน ท่ามกลางกลุ่มผู้ค้าที่พยายามแบกสินค้าและจอดรถเข็นขวางทางจราจร ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยต้องเร่งเข้าจัดระเบียบ พร้อมขอความร่วมมือให้กลุ่มผู้ค้าใช้ช่วงเวลาตั้งแต่ 06.00 – 09.00 น. ในการขนถ่ายสินค้าบนสะพาน

จากการปรับเปลี่ยนมาตรการของฝั่งเมียนมา ทำให้พ่อค้าแม่ค้า ต้องแบกสินค้าข้ามแดนไปยังฝั่งด่านท่าขี้เหล็กเป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร เพื่อนำสินค้าไปวางรวมกัน ณ จุดวางสินค้าบริเวณด่านฝั่งเมียนมา ส่งผลให้เกิดต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีค่าจ้างแบกสินค้าตกรอบละประมาณ 30–60 บาท (แต่ละคนแบกไม่ต่ำกว่า 2 รอบ) รวมกับค่าผ่านแดนคนแรงงานแบก วนกลับมาอีกคนละประมาณ 10 บาท

นอกจากนี้ การนำสินค้าไปกองรวมกันในช่วงชุลมุน ยังเสี่ยงต่อการสินค้าสลับสับเปลี่ยน สูญหาย และผลัดหลง ซึ่งล้วนกลายเป็นต้นทุนที่ถูกบวกเพิ่มเข้าไปในราคาสินค้าปลายทาง

นายแสง (นามสมมุติ) อายุ 69 ปี ชาวบ้านผาแตก ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งมีพื้นเพเดิมมาจากเมืองเชียงตุง สหภาพเมียนมา เปิดเผยว่า ตั้งแต่อาศัยอยู่ที่นี่มายังไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์ชุลมุนถ่ายสินค้ากลางบนสะพาน ตนรู้สึกเห็นใจประชาชนในเมืองท่าขี้เหล็กเป็นอย่างมาก ที่ต้องเผชิญกับภาวะสินค้าราคาสูง และเริ่มขาดตลาด ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน กลุ่มผู้มีฐานะอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่กลุ่มผู้ยากไร้จะลำบากอย่างยิ่ง ในการหาเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิต

นายแสง กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ราคาไข่ไก่ในพื้นที่ท่าขี้เหล็ก อาจจะขยับสูงขึ้นจนเกือบถึงฟองละ 12 บาท และในพื้นที่หัวเมืองห่างไกลอาจพุ่งสูงถึงฟองละ 15 บาท ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจก่อให้เกิดปัญหาคดีลักเล็กขโมยน้อยตามมาในพื้นที่ได้

นอกจากนี้ มีรายงานว่าทางการเมืองท่าขี้เหล็ก ได้ออกประกาศเตือนห้ามจำหน่ายสุรา เครื่องดื่ม และสินค้าจากประเทศไทย โดยระบุว่าหากตรวจพบผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับในอัตราที่สูงมาก ขณะที่ร้านค้าขนาดเล็กที่ต้องการขายสุราไทยอย่างถูกต้อง ต้องแบกรับภาระภาษีเทียบเท่าราคาจำหน่าย ซึ่งคิดเป็นเงินไทยสูงถึงหลักแสนบาท ส่งผลให้ร้านค้าขนาดเล็กในฝั่งท่าขี้เหล็กเริ่มได้รับความเดือดร้อน และไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้อีกต่อไป.