พ่อเล่าทั้งน้ำตา "โน้ต" 1 ใน 3 ลูกเรือ "มยุรี นารี" ที่สูญหาย โทรหาแม่ก่อนขาดการติดต่อ ยังไม่ทราบชะตากรรม ญาติๆ เพื่อนบ้าน ช่วยบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่ภรรยาเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
วันที่ 12 มีนาคม 2569 จากกรณีเรือบรรทุกสินค้า “มยุรี นารี” สัญชาติไทยถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่า ลูกเรือ 20 คนได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยโดยกองทัพเรือโอมาน แต่ยังมีลูกเรือสูญหาย 3 คน ซึ่งทางการไทยกำลังเร่งติดตามหาตัว
ซึ่งต่อมา มีการเปิดเผยรายชื่อ 3 ลูกเรือที่ยังสูญหาย คือ นายเกียรติศักดิ์ ปะวะภูชะแก ตำแหน่งนายช่างไฟฟ้า, นายภาณุพงศ์ หมื่นแทน ตำแหน่งนายช่างกลประจำเรือ และ นายชวลิต ไชยวงศ์ ตำแหน่งช่างเครื่อง
ความคืบหน้า ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของ นายชวลิต ไชยวงศ์ ตำแหน่งช่างเครื่อง ใน ต.ยกกระบัตร อ.สามเงา จ.ตาก พบกับนายทรงกลด ไชยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 และเป็นพ่อของนายชวลิต โดยพบว่ามีเพื่อนบ้านและญาติๆ เดินทางมาให้กำลังใจครอบครัว และรอฟังข่าวจำนวนมาก
...
นายทรงกลด เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ลูกชายแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ไปทำงานกับบริษัทเดินเรือ ตั้งแต่หลังโควิดระบาดเป็นเวลา 5 ปี ในตำแหน่งผู้ช่วยช่างเครื่องยนต์ ได้เงินเดือน 30,000 กว่าบาท หลังจากได้เงินเดือน ก็ส่งกลับมาให้พ่อแม่และภรรยาได้ใช้ ซึ่งก่อนเกิดเหตุ 1-2 วันยังได้โทรศัพท์พูดคุยกับแม่ว่า ไปส่งสินค้าที่ประเทศอินเดีย จากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย จนมาทราบข่าวว่าเรือส่งสินค้าไทยถูกอิหร่านยิง แล้วลูกชายหายสาบสูญ ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็นอย่างไรบ้าง
หลังเกิดเรื่อง ทางญาติพี่น้องไปไหว้บนบานศาลกล่าว ที่วัดพระบรมธาตุบ้านตาก ที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้ช่วยเหลือลูกชายให้คลาดแคล้วจากภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง
ขณะที่ภรรยาของนายชวลิต กำลังติดต่อกับสถานทูตให้ช่วยตรวจสอบรายชื่อผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งประเทศโอมานให้การช่วยเหลืออยู่ในขณะนี้
ซึ่งเมื่อช่วงเช้าวันนี้ นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ได้มอบหมายให้ นายบุญเหลี่ยม ตาคำ นายอำเภอสามเงา พร้อมด้วย นางสาวอุทัยวรรณ ศรีสุภรณ์รจนา แรงงานจังหวัดตาก และ นายวรเศรษฐ์ ทิอุด กำนันตำบลยกกระบัตร มาให้กำลังใจถึงบ้าน
ด้าน นายแดง มะลิแก้ว อดีตผู้ใหญ่บ้านสองแควพัฒนา ซึ่งเป็นพ่อตาของ นายชวลิต หรือ“น้องโน๊ต” บอกว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตนได้เข้าทำงานบริษัทเดินเรือแห่งนี้ ในตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัว ทำงานนานอยู่หลายสิบปีจนเกษียณกลับมาอยู่บ้าน แล้วดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านจนหมดสมัย ต่อมาเมื่อลูกสาวได้แต่งงานกับน้องโน๊ต ทั้งสองคนก็อยากทำงานหาเงินเก็บไว้เพื่อสร้างอนาคต น้องโน๊ตซึ่งเป็นลูกเขย จึงไปฝึกอบรมอยู่ 2 ปี เมื่อจบก็ได้ไปทำงานที่บริษัทนี้ ตามคำแนะนำของตน รวมถึงก่อนหน้านี้ก็มีเพื่อนบ้านในชุมชนหลายคนก็ทำงานอยู่ในบริษัทเดินเรือนี้เช่นกัน บางคนเป็นหัวหน้าแผนก มีเงินเดือนเฉลี่ยสูงหลักแสนบาท ซึ่งในสมัยที่ตนเองยังทำงานอยู่ บริษัทเดินเรือมีเรืออยู่ 8 ลำ จนปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 70 กว่าลำ ล่องทะเลขนส่งสินค้าไปทั่วโลก