สถานการณ์ที่ "ท่าขี้เหล็ก" ไฟเริ่มตก ไม่พอใช้ ทางการเมียนมาประกาศจัดสรรการจ่ายไฟใหม่ ยึดความจำเป็น สั่งห้ามปั๊มกักตุนน้ำมันเพื่อขึ้นราคา
วันที่ 7 ก.พ. 2568 หลังจาก สปป.ลาว ได้เริ่มลดกระแสไฟที่จ่ายให้ท่าขี้เหล็ก ฝั่งเมียนมา จากสัญญาซื้อขาย 30 MW ลดเหลือ 13 MW โดยรัฐบาลลาว และการไฟฟ้าลาว ได้ออกประกาศว่าจะไม่จ่ายหรือขายไฟฟ้าให้กับผู้กระทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะกลุ่มคอลเซ็นเตอร์โดยเด็ดขาด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา พบว่าบริเวณถนนสายหลักของท่าขี้เหล็ก พบว่าชาวบ้านยังคงขับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ พร้อมถังแกลลอน ไปรอคิวเติมน้ำมันตามปั๊มน้ำมันต่างๆ เป็นวันที่ 3 เนื่องจากมีราคาถูกกว่าฝั่งไทย โดยราคาน้ำมันดีเซล และเบนซิน ราคาลิตรละ 29 บาท เป็นราคาเดียวกันทุกชนิด เหมือนกันทุกปั๊ม โดยจะมีคนคอยปิดประตูรั้วของปั๊มให้ต่อแถวทยอยเข้าออกประตูเดียว และเติมจำกัดจำนวน ซึ่งประชาชนก็ยังพยายามเบียดเสียดเข้าไปเติมน้ำมันกัน และทางการเมียนมาสั่งไม่ให้ทางปั๊มกักตุนน้ำมันเพื่อขึ้นราคา ส่วนการจำหน่ายน้ำมันเป็นขวดตามริมถนน เริ่มไม่มีวางขาย เพราะถูกจำกัดการซื้อไปเก็งกำไร
...
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการไฟฟ้าเมืองท่าขี้เหล็ก ได้ออกมาตรการจัดสรรการใช้ไฟฟ้าใหม่ โดยคำนึงถึงความจำเป็นของภาคส่วนต่างๆ เป็นสำคัญ ตามลำดับความสำคัญคือ อันดับแรก โรงเรียน โรงพยาบาล คลินิก อาคารทางศาสนา อาคารสำนักงานของแผนก อุตสาหกรรมการผลิต การธนาคาร อุตสาหกรรมการสื่อสาร และบ้านเรือนชาวบ้าน ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการดำเนินงานของเมือง
อันดับสอง เป็นบ้านพัก โมเต็ล ธุรกิจโรงแรม สโมสร ธุรกิจบาร์และความบันเทิง ร้านอาหาร จะได้รับการจัดสรรไฟฟ้าแบบหมุนเวียนกันไป
โดยทางการเมียนมาแจ้งว่า ถึงแม้ลาวจะลดการส่งไฟฟ้าจาก 30 MW เหลือเพียง 13 MW และส่งผลกระทบต่อเมืองท่าขี้เหล็ก แต่ทางการก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ เนื่องจากกระแสไฟตก ไม่พอใช้ และไม่เสถียร