ตำรวจเร่งแกะรอยคนร้ายชิงทองห้างดังเชียงใหม่ มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ทิ้งรถเก๋งไว้ทางขึ้นดอยสุเทพ ส่ง จนท.ปิดพื้นที่ไล่ล่า รอง ผบช.ภ.5 เผยได้ข้อมูล แล้วแต่ยังไม่ขอระบุตัวตน หวั่นคดีพลิกหลังเจอรอยเลือดในรถ
บ่ายวันที่ 8 ก.ค. 2567 ความคืบหน้ากรณีชายบุกเดี่ยวชิงทองในห้างดัง กลางเมืองเชียงใหม่ แล้วขับรถยรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน กร 1173 จันทบุรี หลบหนี เหตุเกิดช่วงสายที่ผ่านมา
ล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจพบรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน กร 1173 จันทบุรี ที่คนร้ายใช้หลบหนี ขับมาจอดทิ้งไว้อยู่ที่บริเวณริมทางขึ้นดอยสุเทพ เลยวัดผาลาดมาประมาณ 500 เมตร แต่ไม่พบตัวคนขับรถ ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบภายในรถพบสิ่งของหลายอย่างถูกทิ้งไว้แต่ไม่พบทองที่คนร้ายก่อเหตุชิงมา นอกจากนี้ยังพบรอยเลือดเปื้อนในรถ แต่ยังระบุไม่ได้ว่าเป็นเลือดของบุคคลใด
พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบร่องรอยภายในรถเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่า รอยคราบเลือดที่พบในรถนั้นเป็นของใคร แต่สันนิษฐานได้ว่า บุคคลที่อยู่ในรถนั้นอาจจะบาดเจ็บ หรือถูกยิง ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบปะติดปะต่อเรื่องราวว่ารถคันนี้ก่อนเกิดเหตุอยู่ที่ไหน และใครเป็นคนขับมาใช้ก่อเหตุ แต่คาดว่าต้องมีคนโดยสารมาเกิน 2 คน ส่วนรอยเลือดที่พบเกิดก่อนคนร้ายไปก่อเหตุ หรือหลังจากก่อเหตุแล้ว
...
"จากการตรวจสอบกล้องของตำรวจ พบว่าหลังหลบหนีออกจากห้างสรรพสินค้า ผู้ต้องหาได้ขับมาตามถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง และได้ขับรถไปเฉี่ยวชนรถของประชาชนที่บริเวณหน้าโรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิวด้วย ก่อนจะขับตัดแยกรินคำมายังที่จุดจอดรถทิ้งไว้ นอกจากนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกยังพบว่า ผู้ต้องสงสัยนั้นเป็นคนชอบวิ่งเทรลและปั่นจักรยานเสือภูเขา ซึ่งคาดว่าจะชำนาญเส้นทางป่าเป็นอย่างดีจึงมาจอดรถทิ้งไว้บริเวณนี้ ส่วนเส้นทางการหลบหนีของคนร้าย ยังไม่ทราบเส้นทางที่แน่ชัดว่าหลังจากนำรถมาจอดทิ้งไว้ จะหลบหนีเข้าป่าไปหรือไม่ หรือไปทางอื่น ต้องรอตรวจสอบร่องรอยเบาะแสที่แน่ชัด"
รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวเพิ่มเติมว่า อย่างไรก็ตามจากการสืบสวนพอทราบแล้วว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีใครบ้าง แต่ยังไม่สามารถไประบุได้ว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ก่อเหตุหรือไม่ เนื่องจากรถยนต์จากการตรวจสอบทราบแล้วว่าเป็นของผู้ใด แต่เนื่องจากขณะนี้ยังไม่สามารถติดตามได้ทั้งเจ้าของรถ และผู้ใช้รถ จึงไม่สามารถระบุได้ว่าเจ้าของเป็นคนใช้รถเองหรือไม่
ส่วนร่องรอยการชนด้านข้างตัวรถที่พบ เป็นร่องรอยที่เกิดขึ้นขณะขับรถหลบหนีออกมาจากห้างฯ เกิดเหตุ แต่ยืนยันได้ว่าเป็นรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ แต่ในส่วนของบุคคลที่ก่อเหตุขอให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบความเชื่อมโยงก่อนว่าใช่บุคคลตามที่สันนิษฐานหรือไม่ ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่มีการปิดกั้นพื้นที่และส่งกำลังเข้าตรวจสอบในบริเวณใกล้เคียงหาเส้นทางร่องรอยการหลบหนีของคนร้าย