จับตาอนาคตเมียวดี ชุมทางการค้าชายแดนตะวันออก หลังกะเหรี่ยงบุกยึดจากพม่า อาจยังมีการแบ่งผลประโยชน์ เก็บภาษีมาแบ่งกันเหมือนเดิม หรือหากเจรจากันไม่ได้ พม่าทุ่มกำลังโจมตีทางอากาศยึดคืน ก็จะเกิดมิคสัญญีนองเลือดและอาจกระทบกระทั่งกับไทย รวมถึงมีผู้อพยพหลบหนีภัยสงครามจำนวนมาก
วันที่ 8 เม.ย. 67 สถานการณ์ใน จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยงในการปกครองของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ภายใต้รัฐบาลทหารเมียนมา ปัจจุบันถูกทหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นยู สนธิกำลังกับทหารกองกำลังพิทักษ์ประชาชน หรือพีดีเอฟ และยังมีทหารฝ่ายต่อต้านอีกหลายกลุ่ม ทั้งหมดเป็นกลุ่มติดอาวุธบุกโจมตียึดค่ายทำลายฐานที่มั่น แต่ยังคงเหลือฐานของทหารเมียนมา 1 ฐาน คือค่ายผาซอง อยู่ในตัวเมืองเมียวดี ห่างจากแนวชายแดนไทย ประมาณ 5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของ บก.พัน.ร.275 กองพันปืนใหญ่ที่ 310 และ บก.พล.ร.เบา 44 ส่วนหน้า
ปัจจุบัน (8 เม.ย 67 ) กลุ่มต่อต้านกำลังเจรจาเพื่อให้ยอมแพ้ แต่ทหารเมียนมาในค่ายนี้ยังไม่ตอบรับ คาดว่าน่าจะตกลงเงื่อนไขรายละเอียดบางอย่างกันอยู่ เนื่องจากเป็นที่ตั้งสำคัญ และมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงคือ ผบ.พล.ร.เบา 44 อยู่ด้วย แต่ถึงที่สุดแล้วคาดว่า ฝ่ายทหารเมียนมาน่าจะต้องยอมแพ้ เพราะไม่สามารถส่งกำลังมาเพิ่มเติม หรือให้การสนับสนุนได้ ทำให้มีการคาดการณ์ในอนาคต หากฝ่ายกะเหรี่ยงหรือกลุ่มต่อต้าน สามารถยึดเมืองเมียวดีไว้ได้ทั้งหมด สิ่งที่จะเกิดขึ้นมี 2 ประการคือ
1. ฝ่ายเมียนมาเจรจากับกลุ่มกะเหรี่ยง มีการแบ่งภาษีกันแบบเดิมก็จะทำให้เศรษฐกิจการค้า สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากเมียวดีเป็นเมืองเศรษฐกิจหน้าด่านชายแดน มีผลประโยชน์จากการเก็บภาษี ค่าธรรมเนียมฯ เป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล มีเส้นทางคมนาคมขนส่งจากไทยไปเมืองใหญ่ อย่างย่างกุ้ง และอื่นๆ
2. ฝ่ายเมียนมาใช้ความรุนแรง ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในแหล่งชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะเกิดผลกระทบกับประเทศไทย คือจะมีผู้อพยพหนีข้ามแดนมาเป็นจำนวนมาก และอาจมีการรุกล้ำอธิปไตย เกิดกระทบกระทั่งกันได้