ตำรวจเชียงใหม่จับกุมร้านขายซิมม้าใน อ.สันป่าตอง ยึดของกลางซิมการ์ดของกลาง 20 อัน ตรวจสอบย้อนหลังพบร้านดังกล่าวมีการขายไปกว่า 1,000 ซิมแล้ว คาดอาจมีการนำไปก่อเหตุทางอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 66 ตำรวจชุดศูนย์ปราบปรามทางเทคโนยีอาชญากรรมสารสนเทศ ตำรวจภูธรเชียงใหม่ นำกำลังเข้าจับกุม นายธนารัตน์ (ทราบชื่อภายหลัง) อายุ 31 ปี และนางพิยดา (ทราบชื่อภายหลัง) อายุ 48 ปี เจ้าของร้านโทรศัพท์แห่งหนึ่งในอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมของกลางซิมการ์ด (ที่ลงทะเบียนเป็นบุคคลอื่น) จำนวน 20 ซิม โทรศัพท์มือถือ (ที่มีรูปบัตรประจำตัวประชาชนบุคคลอื่น) จำนวน 1 เครื่อง และบัตรประจำตัวประชาชนบุคคลอื่น จำนวน 2 ใบ
พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ กล่าว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ศปอส.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า ร้านค้าโทรศัพท์บริเวณตัวอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ มีการลักลอบขายซิมม้า (ซิมโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลอื่น แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้)
...
ทางตำรวจจึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบร้านขายโทรศัพท์ กระทั่งเวลาประมาณ 16.10 น. ทางตำรวจได้ทำการเข้าไปติดต่อที่ร้านโทรศัพท์ร้านดังกล่าว เพื่อทำการล่อซื้อซิมการ์ดมือถือที่ลงทะเบียนเป็นชื่อผู้อื่นขายหรือไม่ เจ้าของร้านตอบว่ามี ราคาซิมละ 50 บาท ตำรวจนอกเครื่องแบบจึงตกลงซื้อขาย โดยขอซื้อซิมการ์ด จำนวน 20 เลขหมาย โดยโอนเงิน จำนวน 1,000 บาท เป็นค่าซื้อซิมการ์ด และได้รับซิมการ์ดซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่ามีการลงทะเบียนเป็นชื่อบุคคลอื่นแล้วนำมาจำหน่ายจริง ตำรวจได้แสดงตัวเข้าจับกุม นายธนารัตน์ (ทราบชื่อภายหลัง) อายุ 31 ปี และนางพิยดา (ทราบชื่อภายหลัง) อายุ 48 ปี
จากการสอบสวน นายธนารัตน์ อายุ 31 ปี เจ้าของร้านโทรศัพท์มือถือให้การว่า รับสารภาพว่าตนเองได้จำหน่ายซิมม้าจริง เนื่องจากว่ามีคนมาซื้อในราคา 20 บาท และนำไปขายในราคา 50 บาท ซึ่งซิมการ์ดที่ได้มานั้นจะนำบัตรประจำตัวประชาชนของลูกค้าที่มาซื้อโทรศัพท์ หรือมาจำนำโทรศัพท์ ซึ่งตนเองจะถ่ายบัตรประชาชนเก็บไว้ และนำไปลงทะเบียนซื้อซิมการ์ด และนำมาขายต่อกระทั่งมาถูกจับกุม
โดย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีซิมม้านั้นคาดว่าผู้ที่ซื้อไปใช้นั้นอาจนำไปก่อการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ทั้งการทวงเงินกู้นอกระบบ / การหลอกปล่อยสินเชื่อออนไลน์ และการโทรคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงผู้อื่น รวมไปถึงการค้ายาเสพติดด้วย ซึ่งซิมม้าเหล่านี้เมื่อมีคนนำไปกระทำความผิดแล้วส่งผลทำให้การทำงานของตำรวจเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อติดตามหาตัวของผู้ทำบัตรไม่เจอ ก็ต้องไปทำการสืบสวนอีก ต้องใช้ระยะเวลาการสอบสวนค่อนข้างนาน ซึ่งกรณีถือว่าเป็นเคสแรกที่ทางตำรวจภูธรเชียงใหม่เฝ้าติดตามหลังจากที่มีกฎหมายใหม่ พระราชกำหนดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ออกมาบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 ซึ่งกรณีนี้อาจทำให้คนที่ต้องการไปซื้อซิมลงทะเบียนในอนาคตอาจจะได้รับความเดือดร้อน ถ้ามีคนเอาซิมไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ โดยอย่างไรก็ตามหลังจากตำรวจมีการตรวจสอบพบแล้วก็จะมีขยายผลต่อไปว่าซิมการ์ดที่ผู้ต้องหาขายไปประมาณกว่า 1,000 ซิมนั้น มีการนำไปกระทำผิดใดบ้าง พร้อมกันนี้ก็จะมีการประสานไปยังบริษัทโทรศัพท์ทั้งสามค่ายด้วย
สำหรับนายธนารัตน์ อายุ 31 ปี เจ้าของร้านโทรศัพท์มือถือ เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า "ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อหรือขายเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียนผู้ใช้บริการในนามของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้" ภายหลังการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบว่าบัตรประจำตัวประชาชนที่พบในที่เกิดเหตุที่ได้ยึดเป็นของกลางในคดี มีประวัติการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์มือถือ (ซิม) มากกว่า 1,000 รายการ (รวมทุกเครือข่าย) เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี และขอประชาสัมพันธ์ประชาชน หรือร้านค้าผู้ให้บริการจำหน่ายซิมโทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่รวมถึงบัญชีม้า ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตามพระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566