พุทธศาสนิกชนชาวไทใหญ่มากันเรือนหมื่นแล้ว ปักหลักหน้าถ้ำเมืองแก๊ด จ.เมืองสาด เมียนมารอกราบพระครูบาบุญชุ่มที่กำหนดออกจากถ้ำ หลังบำเพ็ญสมณธรรมครบกำหนด 3 ปี 3 เดือน 3 วัน ในวันที่ 31 ก.ค.นี้ ส่วนศิษย์ชาวไทย รอท่านมาที่วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว อ.เชียงแสน วันที่ 7-9 ม.ค. 2566 

วันที่ 29 ก.ค. 65 มีรายงานว่า ขณะนี้ที่ถ้ำเมืองแก๊ด จ.เมืองสาด สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มีแรงศรัทธาประชาชนพี่น้องชาวไต (ไทใหญ่) เรือนหมื่นหลั่งไหลมาจากหลายเมืองในประเทศเมียนมา เพื่อรอรับพระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ ที่จะออกจากถ้ำในวันที่ 31 ก.ค.นี้ หลังจากที่พระครูบาบุญชุ่มได้เข้าไปพำนักบำเพ็ญสมณธรรม ณ ถ้ำเมืองแก๊ด จ.เมืองสาด สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. 2562 นับตามวัน เดือน และปี จะครบกำหนด 3 ปี 3 เดือน 3 วัน ในวันที่ 31 ก.ค. 2565

โดยศรัทธามหาชนที่เดินทางมาถึงที่หลวงเมืองแก๊ด ต่างนำดอกไม้ ธูปเทียน ขนม ผลไม้มากราบไหว้ ทำบุญหน้ารูปเหมือนของพระครูบาบุญชุ่ม ที่อยู่ด้านหน้าพระเจดีย์ 7 ชั้น รอต้อนรับพระครูบาบุญชุ่มออกจากถ้ำ ซึ่งมีเดินทางมาเรื่อยๆ และค้างเพื่อรอรับพระครูบาในวันที่ 31 ก.ค. คาดว่ามีศรัทธามหาชนมารอรับพระครูบาเรือนแสนแน่นอน

ขณะเดียวกัน พลเอกสุทัศน์ จารุมณี ประธานมูลนิธิดอยเวียงแก้ว (พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร อรัญวาสีภิกขุ) กล่าวถึงเรืองพระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร ที่เข้าพำนักบำเพ็ญสมณธรรม ณ ถ้ำเมืองแก๊ด จ.เมืองสาด สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ครบกำหนด 3 ปี 3 เดือน 3 วันแล้ว จะออกจากถ้ำในวันที่ 31 ก.ค.นี้ ว่า ในโอกาสนี้ หรือโอกาสใดๆ ประโยชน์ใหญ่สำคัญที่สุดของชาวพุทธและศิษยานุศิษย์ ไม่ใช่อยู่ที่การเข้าใกล้ชิดกับท่าน เว้นแต่ผู้มีหน้าที่อุปัฏฐากและผู้ที่มีความสะดวกตามสมควร แต่คือการใกล้ชิดพระธรรมให้มากขึ้น ด้วยการอนุโมทนาบุญที่ท่านได้กระทำ น้อมนำมาศึกษาและปฏิบัติตาม ดังนี้

ประการแรก ระลึกถึงความเพียรของท่าน ในการอยู่ถ้ำอย่างโดดเดี่ยวตลอดห้วง 3 ปี 3 เดือน 3 วันนั้น คือการอุทิศเวลาทั้งสิ้นเพื่อการศึกษาพระธรรม ด้วยความมุ่งมั่นที่เด็ดเดี่ยว อาจหาญ เป็นธุดงควัตร เป็นปฏิปทาอรัญวาสี เพื่อสงเคราะห์มหาชนให้ถึงซึ่ง พระรัตนตรัย ไม่ใช่เพื่อสรณะอื่น

ประการที่สอง ระหว่างนั้น ท่านยังคงดำรงศาสนกิจที่สมควรทำ และยังคงสงเคราะห์มหาชน ด้วยการเผยแผ่ พระธรรม ส่งเสริมการศึกษาของภิกษุ สามเณร ทำนุบำรุงพัฒนาเสนาสนะ งานสาธารณประโยชน์ งานบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยและผู้ยากไร้ โดยผ่านมูลนิธิดอยเวียงแก้ว และศิษยานุศิษย์ ตามกำลัง ทั้งในและนอกประเทศ

ประการที่สาม เราจึงสมควรเพิ่มพูน ความเพียรในการศึกษาพระธรรม ให้มีความเข้าใจมากขึ้น กระทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน และให้คนอื่นพึ่งได้ ให้มากยิ่งขึ้น การได้พบเห็นท่าน ไม่ว่าใกล้หรือไกล แม้เพียงได้ยินกิตติศัพท์ หรือเพียงระลึกถึง ย่อมถือว่าเป็นมงคล เป็นโชคดี ที่จะได้ใกล้ชิดพระธรรมและความดี

ประการที่สี่ ไม่แสวงหาสิ่งอื่นใด นอกจากพระธรรม เป็นที่พึ่ง ไม่คาดหวังให้ท่านเป็นที่มาของปาฏิหาริย์ ทุกสิ่งย่อมเป็นไปตามเหตุ-ปัจจัย พระพุทธองค์ ไม่ทรงสรรเสริญปาฏิหาริย์ใดๆ นอกจาก "อนุสาสนีปาฏิหาริย์" เพียงประการเดียว เพราะเป็นสิ่งที่สามารถพลิกผันกลับด้าน จากความไม่รู้เป็นความรู้ จากความเห็นผิดเป็นเห็นถูก หรือจากความไม่ดีเป็นความดี นั่นคือความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง

พลเอกสุทัศน์ กล่าวอีกว่า ศิษยานุศิษย์ที่อยากจะไปกราบและร่วมบุญวันที่พระครูบาออกจากถ้ำที่เมืองแก๊ด แต่ไม่สามารถเดินทางไปได้ ก็ตั้งจิตภาวนาระลึกถึงท่าน เพราะหลังออกจากถ้ำที่เมืองแก๊ด ไม่กี่วันพระครูบาจะปวารณาเข้าพรรษาที่สองหรือ “ปัจฉิมพรรษา” ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 9 ถึงขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (13 สิงหาคม ถึง 8 พฤศจิกายน 2565) และจะมาที่วัดพระธาตุดอยเวียงแก้ว อ.เชียงแสน ในช่วงวันที่ 7-9 มกราคม 2566 โดยในช่วงนั้นพลังศรัทธามหาชนจะมาร่วมบุญกับพระครูบาบุญชุ่มมากอย่างแน่นอน.