ชาวโซเชียลแห่ให้กำลังหนุ่มขับรถทัวร์ที่บึงสามพัน หลังโพสต์ก้มกราบลาแม่ย่านางรถเป็นครั้งสุดท้าย อำลาอาชีพเซ่นพิษโควิดด้วยความใจหาย เพราะรถไม่ได้วิ่ง ทำให้ไม่มีรายได้ ดูแลภรรยาป่วยติดเตียง
จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า "พิษณุ ธนะสังข์" ได้โพสต์รูปตัวเองก้มกราบลารถโดยสารประจำทางของบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมระบุข้อความว่า "กราบลา ก่อนนะแม่ ชีวิตลูกแย่พาแม่ไปต่อไม่ใหวจริงๆ" ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกโพสต์ออกไป ได้มีคนเข้ากดแชร์ต่อ และให้กำลังเป็นจำนวนมาก เช่น “รถที่นั่งกลับบ้านช่วงเทศกาลเป็น ประจำเลยคะ สู้ๆนะคะ, สู้ๆ นะคะ ครั้งหนึ่งที่เคยร่วมงานกับ พขร. ทุกท่านมาค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ ที่บ้านยังมาที่นาที่ดินทำมาหากินกันต่อไปค่ะ, น้ำตาจะไหลค่ะ ความรู้สึกเดียวกันเลยค่ะ, แม่ต้องเข้าใจค่ะพี่ สู้ๆๆ, เป็นกำลังใจให้ครับ ไม่รู้จะปลอบยังไงดี ดูแลรักษาสุขภาพให้ดีด้วยนะครับ”
เมื่อวันที่ 27 ก.ค.2564 ผู้สื่อข่าวรายงาน ได้ติดต่อไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวทราบชื่อ คือ นายพิษณุ ธนะสังข์ อายุ 48 ปี ชาวบ้านในหมู่บ้านราหุล ต.บึงสามพัน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ตัวเองมีอาชีพเป็นพนักงานขับรถโดยสารประจำทางสาย กรุงเทพ-ภูเรือ ทะเบียน 10-1523 เพชรบูรณ์ ของบริษัทแห่งหนึ่งในตัว จ.เพชรบูรณ์ หลังจากเริ่มมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 บริษัทก็มีคำสั่งให้หยุดการวิ่งรถ เป็นระยะๆ และลดจำนวนเที่ยวรถลง เหลือวันละ 2 รอบ กระทั่งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา บริษัทได้มีประกาศหยุดวิ่งรถโดยไม่มีกำหนด ทำให้ตนไม่มีรายได้ มาเลี้ยงครอบครัว อีกทั้ง นางธันย์ชนก ธรรมสูณ ภรรยาของตนเองก็ป่วยเป็นโรคมะเร็งกระดูกระยะสุดท้าย นอนติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
"เมื่อวาน (26 ก.ค.64) ตนจึงตัดสินได้เดินทางไปที่บริษัท เพื่อทำเรื่องลาออก เพื่อขอรับเงินประกันก้อนสุดท้ายจำนวน 30,000 บาท เพื่อมาใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้รับเงินก้อนนี้เมื่อไหร่ หลังจากนั้นตนก็ได้เดินไปที่ลานจอดรถ และได้ทำการก้มกราบลาแม่ย่านางรถ ซึ่งตลอดระยะเวลา 6-7 ปี ที่ผ่านมา รถคันนี้ทำให้ตนมีเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว เปรียบเสมือนบ้านอีกหลังของตนเอง ซึ่งทำให้ตนรู้สึกใจหายเป็นอย่างมาก ไม่คิดวันหนึ่งต้องมาบอกลารถคันนี้ไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาขับอีกไหม" หนุ่มอดีตโชเฟอร์รถทัวร์ กล่าว
นายพิษณุ กล่าวด้วยว่า ในระหว่างนี้มีคนแนะนำให้ตนไปรับจ้างขับรถส่งน้ำแข็งรายวัน ได้ค่าแรงวันละ 320 บาท ที่ อ.หนองไผ่ เพื่อให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน 6 ชีวิต ซึ่งก็ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เพราะอยู่กันคนละอำเภอกับที่บ้าน แต่ตนก็ต้องอดทนสู้ต่อไป เพราะไม่มีทางเลือก และขอขอบคุณทุกๆ คนที่เข้ามาให้กำลังใจตน ทำให้ตนมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป.