ตำรวจเชียงรายจับแก๊งขนแรงงานเมียนมา ยึดรถตู้ได้ 2 คัน จับผู้ต้องหาได้ 3 ราย และควบคุมตัวคนต่างด้าวลอบเข้าเมือง 42 คน โดยส่งไปกักตัวเตรียมผลักดันกลับประเทศ

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 22 พ.ค. 2564 ที่หน้า สภ.แม่จัน จ.เชียงราย นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผวจ.เชียงราย, พ.ต.อ.มานพ เสนากุล รอง ผบก.เชียงราย, พ.ต.อ.ทรรศ์ธนสรณ์ จุฑารัตน์ ผกก.สภ.แม่จัน, นายวรายุทธ ค่อมบุญ นอภ.แม่จัน ฝ่ายปกครอง และทหาร ร่วมแถลงว่า เมื่อเวลา 12.30 น. พ.ต.อ.ทรรศ์ธนสรณ์ จุฑารัตน์ ผกก.สภ.แม่จัน ได้รับแจ้งจากทหาร ศป.บส.ชน ว่ามีขบวนการขนแรงงานต่างด้าวนำชาวเมียนมาลักลอบข้ามชายแดน อ.แม่สาย เพื่อจะนำไปส่งที่ภาคกลาง เข้ามาพักในพื้นที่ อ.แม่จัน จึงสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำกำลังชุดสืบสวนออกตรวจสอบ

ตำรวจสืบสวนจนกระทั่งพบรถตู้ โตโยต้า สีบรอนซ์เทา ทะเบียนป้ายเหลือง 30-1111 จอดอยู่ในบ้านเลขที่ 143 หมู่ 1 ต.สันทราย อ.แม่จัน จ.เชียงราย ของนายปรีชา ปฐมกุล ต่อมามีนายวิชัย ลงทิพย์ ชาว ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ขับรถตู้โตโยต้า สีบรอนซ์เทา ทะเบียน นข 8595 เชียงราย เข้ามาจอดอีกคัน ลักษณะตรงตามที่สายรายงาน

เจ้าหน้าที่จึงซุ่มเฝ้าสังเกตการณ์ ต่อมามี นายหล้า อุ่นคำ อายุ 47 ปี อยู่หมู่ที่ 9 ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย ขับรถปิกอัพโตโยต้า วีโว่ ทะเบียน ผต 7194 เชียงราย มาวิ่งนำรถตู้โตโยต้า ทะเบียน 30-1111 เชียงราย ซึ่งนายปรีชา เป็นขับรถ และรถตู้โตโยต้า ทะเบียน นข 8595 เชียงราย ที่มีนายวิชัย ลงทิพย์ เป็นคนขับออกไป จากนั้นมุ่งหน้าไปทางบ้านดอยต่อ หมู่ 3 ต.สันทราย เจ้าหน้าที่จึงวิทยุให้กำลังอีกชุดทำการสกัดทำการรถตู้ไว้ได้ทั้ง 2 คัน จากการตรวจค้นภายในรถตู้พบแรงงานชาวเมียนมาชายหญิง คันละ 21 คน รวมจำนวน 42 คน

จากการสอบสวนคนขับรถตู้ทั้ง 2 ให้การว่ารับสารภาพได้รับการว่าจ้างจาก นายหล้า อุ่นคำ ให้ไปรับแรงงานเมียนมาที่ป่าละเมาะข้างทางสาธารณะท้ายหมู่บ้านน้ำจำ อ.แม่สาย ไปที่ จ.พะเยา ในราค่าจ้างคันละ 5,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับ นายหล้า อุ่นคำ พร้อมรถโตโยต้า วีโว่ ทะเบียน ผต 7194 เชียงราย ห่างจากที่จับรถตู้ได้ราว 3 กม. ขณะกำลังขับหลบหนี

เมื่อสอบสวนนายหล้า ให้การปฏิสธอ้างว่าไม่รู้จักคนขับรถตู้ทั้ง 2 คน แต่เจ้าหน้าที่มีพยานและเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกันตลอดเป็นหลักฐานมัดตัว จึงควบคุมตัวส่ง พงส.สภ.แม่จัน ดำเนินคดี ส่วนคนงานเมียนมาส่งไปกักตัวป้องกันโควิด-19 ที่ค่าย ตชด.327 อ.แม่จัน จำนวน 14 วัน เมื่อครบกำหนด ก็จะดำเนินการผลักดันกลับเมียนมาต่อไป