เชียงใหม่เจอคนติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 68 รายถือว่าลดลงต่อเนื่อง ส่วนสถานการณ์ในเรือนจำติดเพิ่มรวมทั้งหมด 191 ราย ลุ้นภูมิคุ้มกันหมู่ 7 พ.ค.หลังทำ Bubble & Seal สสจ.มั่นใจควบคุมโรคได้ใน 28 วัน

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.64 นายแพทย์กิตติพันธุ์ ฉลอม ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ แถลงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ หลังพบผู้ต้องขังในแดนแรกรับติดเชื้อโควิด-19 และเกิดการแพร่ระบาดไปยังแดนอื่นภายในเรือนจำ ล่าสุดมีผู้ต้องขังและผู้คุมติดเชื้อ COVID-19 แยกเป็นผู้ต้องขัง 189 ราย และเจ้าหน้าที่เรือนจำ 2 ราย รวมเป็น 191 ราย ซึ่งขณะนี้ผู้ต้องขังที่ติดเชื้อรักษาตัวที่ รพ.สนามเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนเจ้าหน้าที่เรือนจำรักษาตัวที่โรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ช่วยนายแพทย์ สสจ.เชียงใหม่ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2564 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแจ้งจาก รพ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีการพบผู้ต้องขังในเรือนจำกลางเชียงใหม่ ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 37 ราย ทั้งหมดเป็นผู้ต้องขังรับใหม่ที่แยกอยู่ในห้องกักตัวแรกรับ จากจำนวนทั้งหมด 82 ราย ที่ได้รับการเก็บตัวอย่างตรวจตามแนวทางของเรือนจำ ทีมสอบสวนโรค สสจ.เชียงใหม่ ร่วมกับ สำนักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 1 โรงพยาบาลแม่แตง และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่แตง ได้ดำเนินการสอบสวนและควบคุมโรค พบว่าการระบาดเกิดขึ้นในแดน 4 จากผู้ต้องขังรับใหม่ ที่ถูกกักกันในระยะเวลา 14 วัน ก่อนเกิดการระบาดไปยังผู้ต้องขังและผู้ช่วยเหลือ และมีการติดต่อไปยังผู้ช่วยเหลือในแดนอื่นๆ

...

นายแพทย์กิตติพันธุ์ กล่าวถึงการติดเชื้อในกลุ่มนักโทษว่า ผู้ต้องขังบางส่วนมีการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อในห้องกักกันที่เกิดการระบาดในระยะท้ายของการกัก ซึ่งผลตรวจก่อนย้ายแดนเป็นลบ เนื่องจากยังอยู่ในระยะฟักตัว จากนั้นถูกย้ายไปยังแดนอื่นๆ จึงทำให้เกิดการระบาดต่อในผู้ต้องขังร่วมห้อง นอกจากนี้ยังพบการระบาดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ต้องขังยังคงต้องทำกิจกรรมร่วมกันในช่วงเวลากลางวัน ทั้งในแดนตนเอง และกิจกรรมในแดนอื่นๆ เช่น แดนการศึกษา ที่มีผู้ต้องขังกลุ่มหนึ่งจากแดน 5 และ 7 มาทำกิจกรรมร่วมกัน

ผู้ช่วยนายแพทย์ สสจ.เชียงใหม่ กล่าวอีกว่า ผู้ต้องขังในเรือนจำ ถือเป็นกลุ่มบุคคลเฉพาะที่จะต้องมีการบริหารจัดการดูแล เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาด ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ได้ใช้มาตรการ Bubble & Seal เข้ามาดูแล โดยมีการจำกัดการเคลื่อนย้าย แยกผู้ต้องขังกลุ่มเปราะบางออกมาดูแลเฉพาะ เช่น ผู้ต้องขังที่มีอายุมากกว่า 55 ปี, ผู้ต้องขังที่มีโรคประจำตัว ผู้ต้องขังกลุ่มนี้ หากพบว่ามีอาการป่วย ไข้ ไอ เจ็บคอ มีเสมหะ มีน้ำมูก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดต่ำ 95 ก็จะคัดกรองมารับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หากพบว่ามีการติดเชื้อโควิด-19 ก็จะถูกส่งตัวรักษาที่ รพ.สนามเรือนจำกลางเชียงใหม่

หลังจากทำ Bubble and Seal ครบ 14 วัน (7 พ.ค. 2564) ก็จะมีการตรวจหาภูมิคุ้มกันให้กับผู้ต้องขัง เพื่อเป็นการประเมินสถานการณ์การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ สำหรับกลุ่มที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจะถูกตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อีกครั้งเมื่อครบ 28 วันหลังการทำ Bubble & Seal พร้อมประเมินสถานการณ์ลดระดับความเข้มข้นของการควบคุม และคาดว่าสถานการณ์จะกลับมาสู่ปกติได้โดยเร็ว

นายแพทย์กิตติพันธุ์ กล่าวถึง Bubble and Seal ว่า หลักการ คือ Seal "ปิดผนึก" จะใช้กับสถานที่ที่เฉพาะ สามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของคน ไม่ต้องเดินทางออกนอกพื้นที่ ลดการแพร่เชื้อ คาดว่าใช้เวลา 28 วัน จะสามารถควบคุมโรคได้ Bubble หรือเรียกว่าเป็น "เขตเฝ้าระวังพิเศษ" จะใช้กับสถานที่ที่ มีการจัดหาที่พักให้อยู่ในสถานที่ที่กำหนด มีการตีกรอบพื้นที่ชัดเจน ทั้งนี้ขอให้ทุกคนมั่นใจหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวของ ได้ร่วมมือกันดำเนินการควบคุมโรคที่อยู่ในเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ ป้องกันไม่ให้มีการระบาดมาสู่ชุมชน กลุ่มผู้ต้องขังจะได้รับการดูแลตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ขณะเดียวกัน ได้ขอความร่วมมือให้ญาติงดเดินทางไปเยี่ยมผู้ต้องขังในช่วงนี้ไว้ก่อน เพื่อลดโอกาสในการแพร่เชื้อ

...


สำหรับที่ผู้ต้องขังจำนวนหนึ่งที่จะพ้นโทษ และได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ซึ่งก่อนที่ผู้ต้องขังเหล่านี้จะสามารถกลับบ้านได้ จะต้องมีการคัดกรองอีกรอบ โดยจะให้เข้าไปสังเกตอาการ 14 วัน ที่ศูนย์บำบัดยาเสพติด ซึ่งเป็นสถานที่กักตัว Local Quarantine และเมื่อครบ 14 วันไม่มีอาการผิดปกติ จึงสามารถกลับบ้านได้

ส่วนสถานการณ์ล่าสุด แนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ โดยวันนี้ (29 เม.ย.) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวน 68 ราย เป็นตัวเลขต่ำกว่าร้อยติดต่อกันเป็นวันที่ 5 ผู้ป่วยสะสมในระลอกเดือนเมษายน อยู่ที่ 3,516 ราย กลับบ้านไปแล้ว 1,534 ราย ยังรักษาตัวในโรงพยาบาล 1,980 ราย และ เสียชีวิต 2 ราย.