วังวนฤดูฝุ่นPM2.5 ภัยพิบัติจริงๆนะจ๊ะ

ข่าว

    วังวนฤดูฝุ่นPM2.5 ภัยพิบัติจริงๆนะจ๊ะ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      3 เม.ย. 2564 05:06 น.

      ย้อนไปช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา “หมอกควันฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือปีนี้ รัฐบาลสอบตก...”

      อาจารย์สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ให้เหตุผลว่า ข้อที่หนึ่ง...ฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ มีค่าสูงเกินมาตรฐานเกือบ 4 เท่าติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลกติดต่อกันมา 10 วันแล้ว เป็นสภาวะที่มนุษย์ไม่ควรหายใจเข้าไป

      สาเหตุสำคัญจากการ “เผาป่า” “เผาไร่เลื่อนลอย” และ “เผาตอซัง” ...เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ตอซังฟางข้าวและข้าวโพดในจังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งมีฝุ่นข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ จังหวัดเชียงรายและแม่ฮ่องสอนที่เผาตอซังข้าวโพดโดยมีพื้นที่ 1-1.5 ล้านไร่

      “ประเทศเมียนมาปลูกข้าวโพดทั้งประเทศราวๆ 7.0 ล้านไร่ ส่งเม็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาที่ด่านแม่สายในช่วงปี 2563 เป็นสินค้าอันดับ 1 ในวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท พร้อมกับให้ของแถมเป็นหมอกควันข้ามแดนมายังภาคเหนือของประเทศไทยอีกด้วย”

      ข้อที่สอง...ข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษหมอกควันข้ามแดนตั้งแต่ พ.ศ.2545 จนถึงปัจจุบันมีข้อกำหนดให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบทำได้เพียงแจ้งข้อมูลผลกระทบไปยังประเทศที่ก่อมลพิษ เพื่อให้เขาช่วยแก้ไขปัญหาเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยว เป็นสิทธิ์ของประเทศนั้นที่จะจัดการหรือไม่อย่างไร

      ข้อที่สาม...ประเทศไทยได้รับผลกระทบหมอกควันข้ามแดน จากการเผาตอซังข้าวโพดอย่างหนัก แต่กลับมีนายทุนใหญ่ของเรารับซื้อเม็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศนั้นเป็นจำนวนเงินมหาศาลในแต่ละปี...ดังนั้น หมอกควันข้ามแดนจากเพื่อนบ้านก็คงจะเข้ามาที่จังหวัดภาคเหนือในช่วงมีนาคมถึงเมษายนเช่นนี้ทุกปี

      ข้อที่สี่...ประเทศสิงคโปร์สั่งแบนไม่รับซื้อสินค้าการเกษตรที่ผลิตจากการเผาป่าบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดหมอกควันพัดมายังสิงคโปร์ พร้อมสั่งลงโทษนายทุนของตนเองที่ไปมีส่วนร่วมกับการผลิตสินค้าการเกษตรที่เกิดจากการเผาป่าในอินโดนีเซียด้วย

      ข้อที่ห้า...ข้อนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทยยังไม่มีมาตรการใดๆเหมือนสิงคโปร์ แต่กลับเพิ่มยอดการสั่งซื้อเม็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเผาตอซังข้าวโพดจากเพื่อนบ้านอีกด้วย

      วังวนปัญหาเป็นเช่นนี้ทุกปีมาเนิ่นนาน แก้ปัญหาไม่รู้จบ หากพลิกข้อมูลย้อนไปก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ยิ่งตอกย้ำ...“ฝุ่น PM 2.5” สูงมากในภาคอีสานและภาคเหนือ “รัฐ” จัดการไม่ได้?

      อาจารย์สนธิ บอกว่า สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในช่วงเวลานั้นพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือมีค่าฝุ่นสูงจนถึงจุดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว โดยเฉพาะที่อำเภอเมืองจังหวัดหนองคาย สกลนคร อุบลราชธานี และ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีค่าเกินกว่า 90 มคก.ต่อ ลบ.ม.ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน

      สาเหตุสำคัญก็คือ “การเผา” ในที่โล่ง ทั้งไร่อ้อย ตอซังฟางข้าว...“ไฟไหม้ป่าไม้” ในบ้านเราเองผสมรวมกับลมจากทิศใต้สลับตะวันออกเฉียงใต้ในบางเวลานำฝุ่นจากฝั่งประเทศ สปป.ลาวและกัมพูชาเข้ามาผสมด้วย

      แน่นอนว่า “ประชาชน” ก็คงต้องทนกับฝุ่น PM 2.5 ต่อไปอีก เพราะดูแล้วปีนี้รัฐบาลก็คงแก้ไข ทำได้แค่นี้ คือ...ขอความร่วมมืออย่าเผา และบางแห่ง...ใช้กฎหมายจับกุมแต่ไม่มีปัจจัยใดๆสนับสนุนประชาชน

      รอ...อีกไม่นาน “ฤดูร้อน” ก็จะมาถึง “ฝุ่น” คงจะเจือจางไปตามกาลเวลาได้เอง?

      “รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการจัดการเผาตอซังฟางข้าว การเผาไร่อ้อยของประชาชน และไฟไหม้ป่าไม้ รวมทั้งการประสานกับเพื่อนบ้านให้เผาน้อยลงก็ยังทำไม่ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฝุ่น PM 2.5 ยังคงอยู่กับประชาชนในต่างจังหวัดไปอีกนาน...”

      อีกทั้ง “ฝุ่น PM 2.5” ภาคเหนือตอนบนมีค่าสูงสุดในประเทศไทย รากเหง้าของปัญหามาจากความจริงจังในการจัดการของรัฐบาลที่ไม่เข้มแข็งรวมทั้งยุทธศาสตร์ที่ไม่ชัดเจน

      ทุกปีจังหวัดภาคเหนือจะประกาศมาตรการ 61 วันห้ามเผา ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-30 เมษายน โดยเร่งสร้างการรับรู้แก่ประชาชนและขอความ ร่วมมืองดการเผาป่า รวมถึงมาตรการคุมเข้มในการเข้าพื้นที่ป่าเพื่อป้องกันการเผาป่า อย่างไรก็ตาม...ฝุ่นละอองในปีนี้ก็ยังมีค่าสูงมากเหมือนเช่นปีก่อน

      ที่เป็นสาเหตุสำคัญก็คือ...เป็นช่วงอากาศปิดลมอ่อน, ไฟไหม้ป่าจำนวนมาก, เกษตรกรขาดความตระหนักและไม่มีเงินในการไถกลบ, รัฐไม่ได้ลงไปรับฟังความเห็นและช่วยเหลืออย่างจริงจังในระดับรากหญ้า, คนบางกลุ่มยังลักลอบเผาป่า, การเจรจาเรื่องหมอกควันข้ามแดนกับประเทศเพื่อนบ้านยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ดีพอ

      นับรวมไปถึงความช่วยเหลือจากรัฐบาลส่วนกลางมีน้อย, แผนปฏิบัติการควบคุมฝุ่นละอองที่ผ่านมาปฏิบัติจริงแล้วไม่ได้ผลเท่าที่ควร

      ถึงตรงนี้ อาจารย์สนธิ มีข้อเสนอแนวทางการป้องกันและลดฝุ่นละออง PM 2.5 แบบมีส่วนร่วมในการจัดการอย่างเข้มแข็งที่ควรจะทำ ปัญหาจะได้ไม่วนๆเวียนๆซ้ำรอย ได้แก่ ระยะเตรียมการ...สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับท้องถิ่นในทุกภาคของประเทศ โดยให้ทำงานแบบหุ้นส่วนเป็นพาร์ตเนอร์ชิประหว่างชุมชน...ภาครัฐ

      “องค์กรปกครองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นแกนหลักเชิญประชาชน ชาวไร่ ชาวนา เกษตรกร มาประชุมหารือสร้างความตระหนักโดยขอความร่วมมือและลงสัตยาบันร่วมกันให้งดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยรัฐต้องร่วมแก้ไขปัญหาในกรณีที่เกษตรกรไม่เผาด้วย”

      เช่น จัดหาเครื่องมือหรือรถไถกลบตอซังในราคาต่ำ หรือให้เช่าในราคาถูก นอกจากนี้จะต้องแจ้งให้ประชาชนทราบถึงโทษที่ได้รับหากทำการเผา เช่น ปรับไม่เกิน 14,000 บาท จำคุกไม่เกิน 5 ปี

      ถัดมา...เจรจาหารือและเร่งรัดอย่างมียุทธศาสตร์กับประเทศเพื่อนบ้านให้งดการเผาในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.ภายใต้ ASEAN Transboundary Haze-Free Roadmap ซึ่งเป็นกรอบในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนโดยกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 5 ประเทศ...ไทย ลาว เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม

      ซึ่งมีข้อตกลงร่วมกันแล้วว่าจะให้มี “จุดความร้อน” ไม่เกิน 50,000 จุด ในปี 2563-2564 และไทยควรประกาศไม่รับซื้อสินค้าผลิตผลทางการเกษตรจากเพื่อนบ้านที่ปลูกในพื้นที่ป่าสงวนและมีการเผาตอซังแทนการไถกลบ

      สำหรับ “ระยะฉุกเฉิน”...ในกรณีที่มีค่าฝุ่นละอองเฉลี่ย 24 ชม. สูงมากเช่นเกิน 70-90 มคก./ลบ.ม. หลายวัน ควรประกาศเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยระดับจังหวัด...ประกาศได้ไม่เกิน 3 เดือน โดยผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถอนุมัติงบประมาณ 20 ล้านบาทจากกระทรวงการคลังเข้าไปเยียวยาและแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา

      และ...เรื่องนี้รัฐบาลส่วนกลางต้องตระหนักและอนุมัติงบประมาณลงไปช่วย

      ที่สำคัญ...ต้องให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงสถานการณ์แบบเรียลไทม์ว่ามีปริมาณฝุ่นเกิดขึ้นเท่าไหร่ ที่ไหน มีหมายเลขโทร.รับแจ้งเบาะแสและเหตุการณ์โดยอาจมีรางวัลนำจับให้แก่ผู้แจ้งด้วย...จัดอาสาสมัครประชาชนเคลื่อนที่เร็วทุกตำบล เอกซเรย์ทุกพื้นที่ในการติดตามตรวจสอบ จับกุม ดับไฟในช่วงเวลาที่ประกาศ

      พร้อมๆกับกำหนดตัวชี้วัด เพื่อรับความดีความชอบของข้าราชการที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ที่มีจุดความร้อนในพื้นที่ต้องน้อยที่สุด...ทั้งหมดนี้ “รัฐบาลกลาง” และ “จังหวัด” จะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง

      ต้องมองว่า “ฝุ่น PM 2.5” ที่มีค่าสูงมากคือ “ภัยพิบัติ”...ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวที่จะต้องแก้ไขด่วน โดยต้องมีงบประมาณสนับสนุนลงพื้นที่ทันที และ ต้องมีกลยุทธ์ที่ดีในการจัดการ ไม่ใช่ทำแบบขอไปทีเสมือนแก้แล้ว ทำแล้ว...พอวัวหายก็จะมาล้อมคอก.

      อ่านเพิ่มเติม...

      วิดีโอแนะนำ

      รถส่งของขับฝ่าไฟแดงพุ่งชนกระบะดับ 1 เจ็บ 2
      01:18

      รถส่งของขับฝ่าไฟแดงพุ่งชนกระบะดับ 1 เจ็บ 2

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2565 เวลา 10:54 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์