ไลฟ์สไตล์
100 year

เร่งช่วยช้างกินสารเคมี "ยาฆ่าหญ้า" ลิ้นไหม้ อาการหนัก 5 เชือก

ไทยรัฐออนไลน์
5 มี.ค. 2564 15:30 น.
SHARE

ทีมสัตวแพทย์มช. พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัย รุดเข้าพื้นที่ชายแดน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ช่วยช้าง 7 เชือก หลังกินสารเคมียาฆ่าหญ้า พบอาการหนัก 5 เชือก มีแผลที่ปาก ลิ้นไหม้ เร่งนำส่ง รพ.ช้าง ที่ลำปาง

วันที่ 5 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาทางทีมงานศูนย์วิจัยช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยสมาคมกุศลสงเคราะห์เชียงใหม่ ได้รับแจ้งว่า เกิดเหตุช้างกินสารเคมียาฆ่าหญ้าเข้าไป ทำให้มีอาการบาดเจ็บ โดยเหตุนี้เกิดขึ้นในพื้นที่หมู่บ้านโฆะผะโด๊ะ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ หลังทราบเรื่องจึงได้มีการจัดทีมแพทย์เข้าไปยังพื้นที่เกิดเหตุ แต่ต้องเดินทางนานหลายชั่วโมง เนื่องจากหมู่บ้านโฆะผะโด๊ะตั้งอยู่เกือบถึงชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจากการตรวจสอบทราบว่าสารเคมียาฆ่าหญ้าที่ช้างกินเข้าไปนั้นคือสาร พาราควอต

ข่าวแนะนำ

พบช้างที่กินสารพิษเข้าไป มีทั้งหมด 7 เชือกด้วยกัน มีอาการเป็นแผลไหม้ในปากและลิ้น ซึ่งในเบื้องต้นทางทีมสัตวแพทย์ได้ทำการล้างแผลและให้ยาลดการอักเสบ โดยช้าง 5 เชือกมีอาการหนัก ทางเจ้าหน้าที่และหน่วยกู้ภัยจึงได้ช่วยกันเร่งดำเนินการนำช้างที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นรถไปโรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย Elephant Hospital, TECC ในพื้นที่จังหวัดลำปาง

ต่อมาในช่วงสาย ทีมกู้ภัยได้ทำการนำช้างที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 เชือก มาส่งยังศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยเป็นที่เรียบร้อย ส่วนอีก 2 เชือกจะกำลังเดินทางจาก อ.อมก๋อย คาดว่าน่าจะถึงศูนย์อนุรักษ์ช้างในช่วงค่ำ ซึ่งช้างที่กินสารเคมีทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่จะได้ทำการรักษาและต้องพักฟื้นเพื่อรอดูอาการจนหายดี

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ช้างที่กินสารพิษ เป็นช้างบ้าน 5 เชือก และช้างป่า 2 ตัว โดยช้างที่มีอาการหนักสุด 3 เชือก ที่เป็นช้างบ้าน ได้ถูกเคลื่อนย้ายมายัง จ.ลำปาง ก่อน คือ ช้างพังโม่พอนะ เพศเมีย อายุ 7 ปี กับช้างสองแม่ลูก ชื่อพังคำมูล เพศเมีย อายุ 10 ปี และลูกช้าง พลายวิลลี่ เพศผู้ อายุ 1 ปี

โดยช้างพังโม่พอนะ อาการหนักสุด ปาก และลิ้น เป็นแผลพลุผอง คาดว่าจะกินยาฆ่าหญ้าเข้าไปมาก รองลงมาที่อาการน่าห่วง คือ ลูกช้าง พลายวิลลี่ ที่เริ่มมีอาการซึม และปากเริ่มเป็นแผลพลุพองเช่นกัน
ทางทีมคณะสัตวแพทย์ของโรงพยาบาลช้าง ได้รีบให้การรักษา ด้วยการให้สารน้ำสำคัญเข้าที่หลังใบหูของช้าง เพื่อให้ช้างมีร่างกายที่แข็งแรง เนื่องจากกินอาหารได้น้อยลง รวมถึงให้ยาแก้อักเสบ และยาละลายพิษยาฆ่าหญ้า เพื่อป้องกันพิษภายในร่างกาย ที่จะไปเป็นอันตรายต่อตับ หัวใจ และไต ที่อาจจะทำให้อาการทรุดหนักลงได้

นายสัตวแพทย์ ดร.ทวีโภค อังควานิช หัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์ช้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ เปิดเผยว่า อาการทุกเชือกน่าห่วง ถือว่ายังไม่พ้นขีดอันตราย จึงต้องรีบรักษา โดยเฉพาะการให้สารละลายพิษยาฆ่าหญ้า ที่ถือว่าเป็นชนิดที่รุนแรง ที่อาจจะไหลเข้าสู่ปอดของช้าง ทำให้หายใจลำบาก และจะเป็นสาเหตุทำให้ช้างสิ้นลม และตายลง

"เหตุการณ์นี้ ได้เกิดขึ้นกับช้างทั้งหมด 7 เชือก ซึ่งทางทีมคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และของโรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ที่ไปร่วมติดตามอาการและรักษา ประเมินว่า จะต้องเคลื่อนย้ายมารักษาทั้งหมด โดยเริ่มจาก 3 ตัว นี้ก่อน ที่มีอาการมากสุด ส่วนอีก 4 ตัวนั้น เป็นช้างสองแม่ลูก และช้างป่าที่ออกมาหากิน และกินยาฆ่าหญ้าเข้าไปเช่นกัน ก็ต้องเคลื่อนย้ายมา แต่ติดที่ช้างป่าที่อาจจะเกิดอันตรายระหว่างเคลื่อนย้าย เพราะไม่คุ้นเคยกับคน หรือการเคลื่อนย้าย จึงไม่สามารถนำออกมาได้ อย่างไรก็ตาม ทางทีมสัตวแพทย์ จะมีการหารือกัน เพื่อรีบทำการรักษาอย่างเร่งด่วนต่อไป"

ด้านนายธีรภัทร ตรังปราการ นายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย เปิดเผยว่า พื้นที่ อ.อมก๋อย เป็นพื้นที่ห่างไกล ชาวบ้านมีการเลี้ยงช้างเพื่อใช้งานและเป็นพาหนะของแต่ละครอบครัวตามวิถีชีวิตดั้งเดิม ลักษณะการเลี้ยงในอดีตจะเป็นการเลี้ยงแบบมัดย้าย เปลี่ยนจุดเลี้ยงไปเรื่อย ๆ ตามป่า แต่ช่วงหลังช้างถูกนำเข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้น เกือบทั้งหมดถูกนำออกจากพื้นที่ไปเพื่อการท่องเที่ยว

ต่อมา ผลกระทบจากมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้ช้างเหล่านี้ ต้องกลับสู่บ้านเกิดที่ อ.อมก๋อย แต่ปรากฏว่า สภาพพื้นที่ได้เปลี่ยนไป จากป่าที่เคยหนาแน่นสมบูรณ์ เปลี่ยนเป็นพื้นที่ทางการเกษตร มีการจัดเก็บหรือทิ้งบรรจุภัณฑ์สารเคมีฆ่าหญ้า ฆ่าแมลงอย่างไม่เป็นระบบ ทำให้ช้างที่กลับบ้านและไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เข้าไปกัดกินกระป๋องหรือแกลลอนบรรจุภัณฑ์ยังมีสารเคมีตกค้างหลงเหลืออยู่ด้วยความไม่รู้ บางเชือก ไปกินปุ๋ยเคมีในกระสอบที่ถูกทิ้งไว้ตามเพิงพักกลางไร่กลางสวนจนเกิดล้มป่วย

"โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีช้างที่สัมผัสและกินสารเคมีจนล้มป่วยแล้ว 13 เชือก ในจำนวนนี้มี พลายเท่ห์ อายุ 28 ปี ช้างเลี้ยงที่บ้านโป่งลมแรง อ.แม่วาง ซึ่งเป็นช้างพ่อพันธ์ุลักษณะดี ป่วยหนักถึงกับล้มแล้ว 1 เชือก ส่วนอีก 12 เชือก ล่าสุดยังอยู่ในความความดูแลของทีมสัตวแพทย์สมาคมสหพันธ์ช้างไทย"

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ช้างกินยาฆ่าหญ้าช้างกินสารเคมีช่วยช้างช้างบาดเจ็บช้างป่วยช้างกินพาราควอตข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2564 เวลา 23:31 น.